วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ทริป Long Way Down สุดทางรัก...เอ้ย “รถแมงกะไซด์” ที่สิงค์โปร์ [ตอนแรก]

ทริปนี้เป็นทริปที่มีการคิดไว้ยาวนาน ที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะมีตัวบังคับ นั่นก็คือ...การไปดู MotoGP ที่ประเทศมาเลเชีย ซึ่งการแข่งขันมอเตอร์ไซด์ของเจ้านี้ จะมีจัดขึ้นทุกๆ ปีในเดือนเดียวกันกันนี้ จึงทำให้สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ค่อนข้างแน่นอน แต่ไหนๆ ก็ได้ออกนอกประเทศทั้งทีและเป็นครั้งแรก ก็ขอยาวไปให้คุ้มเหนื่อย จึงไม่คิดจะหยุดแค่ในมาเลเซีย...ผลคือ ไปสุดทางรถที่สิงค์โปร์มันซะเลย คำนวนระยะทางคร่าวๆ คงเกือบ 5 พันโลหรือกว่าหน่อยๆ ตามแผนที่วางไว้จึงเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างจะยาวนาน เพราะใช้เวลาถึง 12 วัน นับจากย่างเท้าออกจากบ้าน...จนกระทั่งกลับมาที่เดิม ว่าแล้ว...ลุยกันเลย



ทริปนี้ผู้ร่วมเดินทางส่วนใหญ่เป็นที่คุ้นๆ หน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีจากบ้านพายุ หรือ เวปสตอร์มคลับนั่นเอง แต่...ผู้ร่วมผจญชะตากรรมในการขี่จากกรุงเทพมีเพียงสองคันเท่านั้น

รวมพลกันที่บ้านแถวๆ พระราม 3 ใจก็คิดว่าจะรอดไหม เพราะเพื่อนคนนี้ไม่ค่อยสบาย เรียกว่าเป็นหวัดขั้นงอมแงม เรียกว่าลุ้นตั้งแต่ยังไม่ออกตัว กว่าล้อจะหมุนออกจากกรุงเทพก็ล่าช้ากว่าที่วางแผนไว้พอสมควร คือ ราวๆ 9 โมงกว่าๆ ขี่เรื่อยๆ ไปเรียงๆ ฟ้าครึ้มๆ ทำให้ไม่ร้อน



อากาศไม่ร้อนมากนัก เพราะมีเมฆฝนคอยบังแดดให้ร่มเงา แต่ก็ทำให้ต้องลุ้นอยู่ตลอดว่าฝนจะเทลงมาเมื่อไหร่



ทริปนี้ยกให้เพื่อนเป็นผู้นำทาง ในฐานะที่เป็นผู้คุ้นเคยเส้นทางมากกว่า รวมทั้งตัวเองที่ไม่ได้ติด GPS ไปด้วย ถึงประจวบคีรีขันธ์ร่วมบ่าย 2 ท้องส่งเสียงประท้วงว่าหิวแล้วนะ พร้อมกับถูกพาเลี้ยวไปยังถนนเลียบชายทะเล



และแล้ว...ก็ถึงเวลาหม่ำ ร้านอาหารเล็กๆ ชายทะเลประจวบ ที่เพื่อนบอกว่าเป็นร้านประจำของเหล่าสตอร์มเมื่อลงใต้ อาหารอร่อยสมกับเป็นอาหารร้านประจำ (สังเกตุข้าวในจานให้ดีๆ จะเห็นว่ามีข้าวสวยอยู่ก่อนแล้ว) ทั้งๆ ที่บนโต๊ะก็ยังมีข้าวผัดอีกจานโต



หม่ำๆ อยู่ดี ก็มีลมพัดกรรโชกอย่างแรง ชะโงกหน้าออกไปนอกร้าน ฟ้าเขียวปั้ด เมฆหนาปึ้ก เอาแล้วไง...ฝนมาแล้ว


หลังออกจากประจวบก็เจอฝนตลอดทาง เพื่อนอีกคันที่ป่วยขี่รถตากฝนโดยไม่ใส่เสื้อกันฝน ทำให้นึกว่าอาการจะแย่ลง ที่ไหนได้อาการหวัดดีขึ้นซะงั้น และแล้ว...ก็ถึงนครศรีธรรมราชโดยสวัสดีภาพรวมๆ 5 โมงกว่าๆ รวมเวลาเดินทางก็กว่า 8 ชั่วโมง ทำเวลาได้ไม่ดีนัก เพราะนอกจากฝนตกแล้ว ยังมีการทำถนนเป็นระยะๆ อีกด้วย

รุ่งเช้า...ได้ทราบว่ามีงานบุญประจำปีของจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อว่า ยกหฺมฺรับ อ่านว่าหมับ เหมือนทำบุญประจำจังหวัดของทุกๆ ปี ฟังประวัติแล้วคล้ายๆ งานเช็งเม้งแบบไทยๆ ...ไหนก็มาได้จังหวะ ก็เลยออกมาดูซะหน่อย





ลักษณของที่ใช้เซ่นไหว้เซ่นไหว้


ซึ่งเทศกาลนี้ คือ ประเพณีเทศกาลเดือนสิบ จะมีทั้งหมด 3 วัน ด้วยกัน งานประเพณีนี้เริ่มในวันแรม 1 ค่ำถึงแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกๆ ปี ประเพณีเทศกาลเดือนสิบ เป็นงานบุญเพื่อแสดงความกตัญญูต่อบุพการีซึ่งล่วงลับไปแล้ว

ตามความเชื่อทางพุทธศาสนาว่าผู้ล่วงลับไปแล้วมีบาปมากจะตกนรกและกลายเป็น “เปตชน หรือ เปรต” จะถูกปล่อยตัวจากนรกเพื่อให้ขึ้นมาพบญาติพี่น้องและลูกหลานของตนในเมืองมนุษย์ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ และให้กลับลงไปอยู่ในนรกดังเดิมก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จึงพยายามหาอาหารต่าง ๆ ไปทำบุญตามวัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

เริ่มในวันแรม 13 ค่ำ ซึ่งเป็น “วันจ่าย” หมายถึง วันออกจับจ่ายซื้อของที่จำเป็นในการจัดตกแต่งหมรับ(สำรับ)

ในวันแรม 14 ค่ำ คือ “วันยกหมรับ” หมายถึง การยกหมรับไปวัดหรือวันรับตายาย

และ วันสุดท้าย คือ วันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ เรียกว่า “วันบังสุกุล” หรือวันส่งตายาย วันที่ผู้ล่วงลับจะต้องกลับลงไปอยู่ในนรกตามเดิม

สำหรับหมรับในปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาจากการจัดหมรับแบบดั้งเดิม เป็นการตกแต่งให้สวยงามมากขึ้น โดยมีองค์ประกอบครบถ้วนตามแบบโบราณและจัดให้มีการแข่งขันการจัดหมรับขึ้นอีกด้วย โดยจะมีพิธีขบวนแห่แหนกันอย่างสวยงามตลอดแนวถนนราชดำเนินในวันแรม 14 ค่ำ เดือนสิบ



ขวบนแห่...ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม



แดดไม่มีเลย ไม่ร้อนแดด แต่ก็อ้าว เดินไปเดินมาแป็บเดียว...ตัวเหนียวหนึบ



ผู้คนเริ่มทยอยมาร่วมงานหนาตาขึ้นเรื่อย



คล้ายๆ ผีตาโขนเลย



เด็กๆ ในขบวนแห่



สาวๆ ก็มี รถขบวนคันนี้มาจากวิทยาลัยพยาบาล



สวยๆ ก็เยอะทีเดียว ^^



แปลกๆ ก็มี



คุณพี่คนนี้...ตีกลองยาวอย่างตั้งอกตั้งใจ, เงาะป่าก็มา, น้องตัวเขียวอี๋...ชอบๆๆ



แต่อยู่ไม่ถึงเริ่มเดินขบวน เพราะร้อนเหลือเกิน...เลยหนีกลับโรงแรมไปนอนต่อ -_-



รุ่งเช้าที่ 3 ของทริป เตรียมตัวออกเดินทางกันตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ ตื่นตีสาม...กว่าจะเรียบร้อย ล้อหมุนก็เกือบ 6 โมงเช้า



ออกเดินทางจากนครศรีธรรมราช ไปยังด่านสะเดา เพื่อออกนอกประเทศสู่ประเทศมาเลเซีย รวมผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 11 คัน 12 ชีวิต (เพราะมี 1 สก็อย)



ระหว่างทางมุ่งหน้าสู่ด่านสะเดา



ถึงด่าน...สายพอสมควร ^^ เกือบ 9 โมงเช้า



ใครที่จะนำรถออกนอกประเทศไปมาเลเซียไม่ได้ยากเย็น แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลา...ควรให้คนมาดำเนินการเบื้องต้นก่อน ได้แก่การซื้อประกันภัย

สิ่งที่ต้องใช้ในการยื่นให้กับมาเลเซีย
1 แปลเล่มเป็นภาษาอังกฤษ (เอาไปให้หมด ซองและใบเสร็จ เผื่อเกิดอยากดู เคยโดนขอกันมาแล้ว)
2 จดหมายอนุญาตินำรถออกนอกประเทศจากไฟแนนซ์ (เป็นภาษาไทยได้, 1 ฉบับก็พอ)
3 ใบขับขี่ตัวจริง และ สำเนา
4 สำเนาบัตรประชาชน
5 สำเนาประกันภัยที่เราซื้อ
6 ทำสติ้กเกอร์เลขทะเบียนรถแปะที่รถเราให้เรียบร้อย (มีร้านทำที่ด่าน)
7 ถ้าไม่ใช่รถเรา ต้องมีจดหมายยินยอมจากเจ้าของ หรือไฟแนนซ์เจ้าของอีกฉบับ เป็นภาษาปะกิตนะคะ

หลังจากยื่นเอกสารผ่าน แล้วแต่ดวงว่าเจ้าหน้าที่จะเรื่องมาก มาค้นให้วุ่นวายหรือไม่ และถ้าไม่ดำเนินเรื่องเบื้องต้น ก็อาจเสียเวลามากขึ้น...เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมาก สำหรับคราวนี้โชคดี...ไม่ช้าอย่างที่คิด



ออกจากด่านฝั่งไทย ต้องมายื่นเรื่องเกี่ยวกับการนำรถเข้าประเทศมาเลเซียที่ห้องนี้ ซึ่งจะอยู่ทางขวามือ (ต้องกลับรถ) ก็จะได้กระดาษป้ายวงกลมสีเขียวอ่อนขนาดยักษ์ใหญ่ 1 ใบ เก็บไว้เป็นไม้กันหมาให้อุ่นใจ

วิ่งเข้ามาเลย์ผ่าน 2 แยกไฟแดง พอวิ่งลอดใต้สะพานลอยก็กลับรถได้เลย จะมีร้านอาหารอยู่ 2 ร้าน และเป็นจุดแลกเงินด้วย เราเลือกร้านในภาพ พูดจริงๆ ตามที่เห็น...ร้านข้างๆ คนเยอะกว่า แต่บางคนเลือกเป็นขาประจำร้านนี้เพราะเจ้าของร้านในภาพ...ซะงั้น



ทำเรื่องเรียบร้อยโรงเรียนมาเลเซียก็ปาเข้าไป 11 โมงฝ่าๆ ท้องส่งเสียง “โครกคราก” ประท้วงว่า หิวแล้วเฟ้ย



ช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งโป็ก...วันที่เราแลกเงิน 9.8 บาท / 1 ริงกิตมาเลเซีย แต่มีคนบอกตรงด่านแค่ 9 บาท ก็เสี่ยงดวงกันเอานะคร้าบบบ



อาหารลงปุ๊บ แป๊บเดียวก็เกลี้ยง ถ่ายไม่ทันเลยทีเดียว (เพราะถ้ามัวแต่ถ่ายภาพ ก็คงจะไม่ได้กินเป็นแน่) กว่ามือจะว่าง ก็ไม่เหลืออะไรให้ถ่ายอีกแล้ว

อาหารแนะนำ...บักกุเต๋


คิคาปู้...ในบ้านเราสูญพันธุ์ไปละ, เครื่องดื่มสมุนไพรชูกำลัง...ตราแรด ดื่มแล้วจะแข็งแรงประดุจแรด (จริงหรือ??)



เตรียมอุปกรณ์กันฝนกันมาเต็มที่ โดนขู่ก็เยอะ... “ยากแน่ ฝนตกตลอด ชัวร์” แต่ปรากฏร้อนเปรี้ยง ไม่มีฝนซักกะแอะ


ที่มาเลเซียน้ำมันราคาถูกกว่าบ้านเรามาก เพราะเป็นประเทศในกลุ่มมุสลิม รวมทั้งสามารถผลิตน้ำมันเองได้ด้วย ตามปั๊มจึงไม่มีโซฮอลให้รำคาญลูกตา แถมมีแต่อ๊อกเทน 95 กับ 97 ไหนๆ ก็ไหนๆ เราก็เลยเติมแต่ 97 กันไปตามระเบียบ ขี่ลื่นวิ่งฉิวขึ้นอีกเป็นกระบุงโกย

คืนแรกในมาเลเซีย แผนที่วางไว้ คือ ขึ้นไปนอนที่คาเมลอนไฮน์แลนด์ ที่นี่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 4500 ฟุต จึงมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี เป็นที่พักผ่อนยอดนิยมอีกที่ในประเทศนี้ สภาพภูมิประเทศของมาเลเซียจะออกเป็นแนวภูเขาคล้ายๆ ภาคเหนือบ้านเรา วิ่งตามไฮน์เวย์มาเรื่อยๆ ก็จะเจอป้ายบอกทางขึ้น แต่ทางง่ายๆ เราไม่ไป พวกเราจึงออกทางถนนท้องถิ่นกันแทน เพื่อจะได้สนุกสนานกับทางบนเขาและโค้ง เสียงเล่าลือว่าถนนในมาเลดีมากๆ ก็ต้องลองของกันหน่อย (ก็จะไม่ดีกว่าบ้านเราได้ไง หน้ายางมะตอยบ้านเขาหน้าเป็นฟุต บ้านเราคืบเดียว)

ระหว่างทางขึ้นคาเมรอน ก็ได้แวะรีสอร์ทในป้ายบอกทางนี้แหละ อยู่บนเกาะ Pulau Banding ในทะเลสาบรึอ่างเก็บน้ำหว่าชื่อ Tasik Temengor ในรัฐ Perek



วิวสวยๆ ที่มองจากร้านอาหารของรีสอร์ทลงไปยังผืนน้ำด้านล่าง



อ่ะนะ...ขโมยซีนกันเห็นๆ



มาเลเซียแบ่งออกเป็น 13 รัฐ โดยกษัตริย์จะผลัดกันขึ้นครองราษฏร์ทุกๆ 4 ปี ดังนั้นเราจะเห็นธง 2 อย่างขึ้นคู่สู่ยอดเสา คือ ธงชาติ และ ธงประจำรัฐที่กษัตริย์กำลังขึ้นครองราษฐ์อยู่ ณ ช่วงเวลานี้



ไฮด์เวย์ยาวเหนือจดใต้กว่า 800 กิโล จนไปถึงสิงค์โปร์ ทางดีมาก...เรียบ ไร้โค้ง ก็เลย...โคตรง่วง ช่วง MotoGP ถือเป็นช่วงปล่อยผี ไม่ค่อยมีตำรวจให้เห็น เพราะได้ยินว่าปรกติหมาต๋ายุ่บยับไม่แพ้บ้านเรา แถมนิสัยเหมือนกันเปี้ยบ ผิดแต่กฏหมายเขาแรง...ถ้ายัดส่วยกันไม่รอด ก็มีเสียวละทีนี้

ทริปนี้โดนกับตัวไป 1 หน ไฮน์เวย์ที่จำกัดความเร็วไว้ที่ 120 ค่ะ ก็จะมีตำรวจมาจอดรถวางกล้องจับความเร็ว (เหมือนบ้านเรา) ทริปนี้ไม่มี GPS แบบที่ดักจับสัญญาณติดรถ เลยโดยไป ตำรวจ "จะปรับตรงนี้ หรือ จะเข้าไปปรับข้างใน ถ้าไปที่สถานนี้ 300 RM ถ้ายอมจ่ายตรงนี้จะถูกกว่า" ตัวเองฟังได้ยินประมาณว่าให้เราเสนอไปแต่เพื่อนบอกว่าเขาชี้แบงค์ 50 RM หนอยๆ หมาต๋าที่ไหนก็เหมือนๆ กันรึนี่ ก็ขำๆ กันไป



ตามเคย...ขอซักภาพ



อุปกรณ์เซอร์วิสพร้อม



กว่าจะขึ้นถึงที่พัก...ก็สิ้นแสงสุดท้ายพอดี



ช่วงนี้ถือเป็นช่วงวันหยุดยาวของชาวมาเลเซียเช่นกัน ที่พักบนสถานที่ยอดนิยมแห่งนี้ จึงหายากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร คราวนี้เราได้ที่พักที่ Villa Dhalia จริงๆ ที่ๆ ตั้งใจจะมาพักตอนแรก เต็มหมดแล้ว ขอบอก...ว่าไม่แนะนำ เพราะเก่ามาก ถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆ ก็อย่าเลย



อากาศที่นี่หนาวเย็นตลอดปี ในห้องพักไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม แต่ก็ไม่มีฮีทเตอร์ด้วยเหมือนกัน



มื้อเช้าจากความผิดพลาดของการสื่อสาร (แห่งประเทศไทย) “ เจอกันร้านเดิมนะคร้าบ” นี่คือผลลัพธ์ที่ได้


เพราะเมื่อวาน...หลังจากที่ถึงที่พัก เก็บข้าวของอาบน้ำเสร็จเป็นคนแรกๆ ด้วยความที่หิวจัด...ถามกันว่าจะไปกินร้านไหน ก็ได้คำตอบว่าเจอกันร้านเดิม แต่...ร้านเดิมไหน ออกไปกัน 2 คนและเพื่อนคนนี้พาไปยังร้านๆ หนึ่ง นั่งรออยู่นานสองนาน ก็ยังไม่เห็นใครมา แต่ด้วยความหิว จึงสั่งหม้อไฟชุดใหญ่สำหรับ 11 คน โทรหาใครก็ไม่ติด จนต้องขี่กลับไปดูที่ห้อง ก็ไม่มีใครอยู่เลย สรุปก็คือ ผิดร้าน ก็เลยสั่งให้ห่อกลับมาทั้งหมด กลายเป็นอาหารเช้าของวันถัดไปซะงั้น



เช้าต่อมา...มุ่งหน้าเข้ากัวลาลัมเปอร์ เขาก็ว่าจะแวะไปดูไร่ชากัน

“หมอ...ตามพี่กบไปนะ”

แต่...พี่กบไปผิดทาง และด้วยความที่เห็นโค้งแล้วมันส์ในอารมณ์ แซงไปเฉยเลย ลงไปซักพัก ไม่เห็นมีใครตามมาเลย



เจอไร่ชาใหญ่ ก็หยุดคอย ...เงี้ยบกริ้บ ซวยละตู ปรากฏว่าไปผิดที่

กว่าจะตามกันจนเจอ...ขอโทษก้าบ

และเราก็มาแวะกินอาหารเช้ากันที่ร้านนี้ก่อนไปไร่ชา ร้านนี้มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับชา กาแฟ ช็อคโกแลต และสตรอเบอรี่ขายค่ะ



อาหารเช้า...สตอร์เบอรี่สตูเดิ้ล



ทางเข้าไร่ชาที่เราจะไปกัน



เป็นทางเลนส์เดียว รถสวนกันก็มีเสียวๆ หน่อย ต้องจอดคอยเวลาจะสวนกันตามโค้งต่างๆ แต่มอเตอร์ไซด์อย่างเรา...สบาย



ไร่ชา...สุดลูกหูลูกตา



ไร่ชาแห่งนี้มีบริการโรงแรม ในส่วนร้านอาหารและพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับชา เข้ามาใช้บริการได้ฟรี ไม่เสียเงิน



ชื่อของไร่ชานี้ค่ะ ^^ Boh Tea Center



เมื่อหนุ่มๆ แอ๊บคิ๊กขุ



จากนั้นก็มุ่งหน้าเข้ากัวร์ลาลัมเปอร์ หรือ KL นั่นเอง คืนนี้เราพักที่นี่ค่ะ ...เอ่อ ตึกเล็กข้างๆ นะคะ ไม่ใช่อันใหญ่



บริการใช้ได้ค่ะ อนุญาติให้เราจอดตรงนี้...ไม่ต้องเข้าไปจอดข้างใน


แต่เสียอย่างแรง ... ตัดไฟตอน 5 ทุ่มครึ่งนะคะ ต้องลองหาว่าจะมีบางปลั๊กที่ไม่ตัด แอบเซ็ง...กำลังเป่าแห้งรองเท้าอยู่ดีๆ ตัดไปซะงั้น



คืนนี้ก็ออกท่องราตรี ... หลายคนมีออเดอร์มาด้วย ต้องช้อปของไปฝากคนที่บ้านกัน จึงมุ่งหน้าไปยัง Suria ซึ่งก็คือศูนย์การค้าที่อยู่ในตึกปิโตรนาส เราเลือกใช้บริการขนส่งมวลชน เพราะได้ข่าวว่าการจราจรในเมืองนี้...ติดขัดไม่แพ้บ้านเรา ที่นี่มีรถไฟฟ้าให้บริการก่อนบ้านเราหลายปี รวมทั้งเจ้าโมโนเรลแบบนี้ที่กำลังจะทำในบ้านเราด้วยเช่นกัน



ชื่มชมอยู่ไกลๆ ถ่ายภาพมาครบ....เสมือนตามเก็บ RC ก็ทริปนี้เป็นทริปขี่รถเที่ยวนี่นา แบบนี้ไม่เน้น -_-‘ จริงๆ ไม่ใช่นะคะ อยากขึ้นไปชมวิวเหมือนกัน แต่เวลาไม่พอ

ตึกปิโตรนาส เปิดให้ขึ้นไปชมตรงทางเชื่อมระหว่างตึกได้ฟรี แต่ต้องไปรับบัตรแต่เช้าค่ะ (ปิด 5 โมงเย็น) ส่วน KL tower เสียเงินเข้าชม ปิดดึกกว่า (4 ทุ่ม)



คืนนี้เราแวะทานข้าวกันที่ Bukit Bintang เป็นย่านชอปปิ้งอีกแห่ง ซึ่งด้านหลังจะมีถนนที่เป็นร้านอาหารเรียงรายแบบนี้ ตามทำเรียกร้องของสมาชิกคนหนึ่ง แต่กลายเป็นว่าร้านที่ติดใจนั้นได้อันตรธานหายไปแล้ว ก็เลยต้องสุ่มๆ แบบว่าตาดีได้ตาร้ายเสีย (ก็เหมือนๆ บ้านเราอ่ะนะ)

วันนี้เป็นโชคดีของเรา..ที่เลือกไม่ผิดร้าน อาหารอร่อยพอใช้และราคาไม่แพง



และแล้วก็มาถึงวันที่รอคอย...การได้สัมผัส MotoGP ด้วยโสตประสาทแท้ๆ ของตนเอง



คนที่เคยไปมาแล้ว บอกว่าอาหารแถวสนามแข่งหากินได้ยากและมีราคาแพง เราจึงแวะกินติ่มซำที่อยู่ใกล้กับสนามอีกที (เมื่อไปถึงแถวนั้นให้กด GPS หาในหมวดอาหารจีน ร้านชื่อ HomeTown) เชื่อไหมว่าคน 13 คน กินกันแบบเต็มที่ ค่าอาหารประมาณ 500 บาทเท่านั้นเอง



วันนี้ส่งต่อ F800GS ไปให้เพื่อนอีกคนขี่ แต่งตัวแบบสบายๆ ด้วยกางเกงขาสั้น ผลคือบ่นอุบว่าขี่ไปหินดีดใส่หน้าแข้งเป็นระยะๆ



2 รถทัวร์ริ่งยักษ์ใหญ่ ที่มีแต่คนบอกว่าขี่ง่าย และขี่สบาย แต่ไงๆ ก็ขอบาย เพราะกลัวถูกล้มทับ



งานนี้ต้องยกนิ้วให้คันนี้ กับเจ้าของ...ที่กล้าเอารถโมตาร์ทมาขี่ที่ระยะทางไกลขนาดนี้ ทั้งเมื่อยตรูดและต้านลม b(^^)d



ดูกันชัดๆ BMW 1200GT เทียบกับ Multistada




จวนถึงสนามละ



ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ภาวนาอย่าให้ฝนตกเล้ยยย เดี๋ยวจะ...เลอะเทอะเฉอะแฉะ

ไปถึงก็เที่ยงกว่า แข่งรุ่นเล็กสุดไปแล้ว เดินๆ ดูของที่ขายหน้างานก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เดินหาที่เหมาะๆ ยืนดู เขาบอกไปดูตรง Hair Pin



เมื่อเข้าไปในสนามรุ่นกลางก็แข่งเสร็จพอดี


กำลังจะแข่งรุ่นสุดท้าย รุ่นใหญ่สุด รุ่นที่ทุกคนรอคอย ดูซิว่าวันนี้ รอสซี่ จะเป็นไงบ้าง คนมาเลเชียแต่รอสซี่ ^^



ริงไซด์เลยค่ะ ...งานนี้



รุ่นใหญ่สุด...ที่รอคอย กำลังจะแข่งแล้ว ^^



ขับเคี่ยวกันน่าดู งานนี้รอสซี่ฟอร์มเจ๋งสุดๆ ไล่จากอันดับ 8 จนคว้าแชมป์ได้ สุดยอด...คืนฟอร์มเร็วจริงๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุใหญ่มาหมาดๆ มาคอยดูกันว่าปีหน้า...ถ้าเปลี่ยนค่ายแล้วจะใช้เวลาปรับตัวนานเท่าไหร่ กว่าจะได้ขึ้นโพเดียมอีกครั้ง (ได้ยินว่าจะย้ายไปควบ Ducati)



เลิกปุ๊บ...คนก็กรูกันออก คนติด...เด๋วก็ต้องออกไปผจญกับรถติดอีก



แล้วก็เป็นจริงดังคาด รถติดมากซะจนต้องวิ่งบนหญ้าใหล่ทาง (Er6N)



ผู้คนมากมายที่มาชม มีทั้งเจ้าบ้าน ชาวต่างชาติ บิ้กไบค์ และ เด็กเว้นซ์เจ้าถิ่น


เสียงร่ำลือว่าเด็กเว้นซ์มาเลโหดกว่าบ้านเรามาก แต่คราวนี้ไม่เจอแบบนั้นเลย เพราะระหว่างทางที่ขี่มาสนามเจอกลุ่มรถเล็กเจ้าถิ่นก็หลบให้แต่โดยดี



ขี่กลับ KL ไปตาม GPS ก็นำไปคนละทางกับป้าย ทำให้คนซ้อนท้ายงงเล็กน้อย แต่ก็พบว่าทางโล่งและสั้นกว่าขามา


พูดตามที่เห็น...ประเทศมาเลเซียก็ไม่ได้เจริญกว่าบ้านเรา แต่การขยายเมือง...รัฐจะไปสร้างเมืองเปล่าๆ ไว้ แล้วก็ให้คนอพยพเข้าไปอยู่ได้ ทำให้ระหว่างการเดินทางจะเห็นเมืองสร้างใหม่...แต่ดูไร้ร้างผู้คนอยู่เป็นหย่อมๆ ซึ่งเพราะแบบนี้เอง ทำให้เราจะเห็นได้ว่าสิ่งก่อสร้างใหม่นั้นใหญ่โต อลังการ และยังเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้นั่นเอง



หลังจากดูแข่งจบ ก็แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม บ้างก็อยู่เรียนกับ Ducati, กลุ่มชาวนครขี่ไปนอนปีนังคืนนี้เลย ส่วนตัวเองอยู่เที่ยวสิงค์โปร์ต่อ ทำให้คืนนี้ยังมีเวลาท่องราตรี KL อีกคืน

หิวๆ ก็ออกไปหาอะไรกิน เปิดหนังสือท่องเที่ยว แนะนำ Berjaya Times Square เขาว่าเหมือนพาราก้อนบ้านเรา แต่เราว่าเหมือนพันธุ์ทิพย์ซะมากกว่า และไม่ค่อยร้านอาหาร ที่มีก็ไม่น่ากิน เลยต้องหาที่หมายใหม่ซิเนี่ย แต่ก็ได้กินคริสปี้ครีมรองท้องคนละหนึ่งชิ้น แล้วก็รู้สึกว่า...ไม่เห็นมันจะอร่อยอะไรกันนักกันหนา กินแล้วก็งั้นๆ ทำไมเห่อกันขนาดนี้ เลย...งงๆ



คิดอะไรไม่ออก...ให้นึกถึง China Town (Jalan Petaling) เข้าไว้ ไปประเทศไหนก็ต้องมี และรับรองว่ามีอาหารมากมายแน่นอน แล้วก็ไม่ผิดหวัง

ไปถึงก็จอดรถหน้าตลาด ก็มีมาเฟียมาไถตังค์ แต่เราก็ไม่ได้ให้ เดินทะลุเข้าไปในตลาด มีแต่ขายของ อารมณ์เหมือนพัฒพงศ์บ้านเรา จนคนบางคนบ่น “กลับเหอะ ไม่เห็นมีอะไรกินเลย” กลิ่นอาหารโชยมารำไร จึงไม่สนใจคำคนบ่น สุดท้ายก็มาเจอกับดงร้านอาหาร เราตัดสินใจเลือกร้านนี้ อาหารมีเป็นชุด หลักๆ คือ ข้าวไก่อบหม้อดิน ถ้าชุดใหญ่ก็จะได้อย่างที่เห็นในภาพ ประกอบด้วยชุป, ผัดผัก และผัดน้ำพริกเผาซีฟู้ด สนนราคาก็ 50 RM ขาดตัว

เพื่อนเป็นห่วงรถจึงเดินย้อนกลับไปเอา เพื่อจะย้ายมาจอดที่หน้าร้านอาหารเลย บอกว่ามาเฟียที่มาไถตังค์ตอนแรก มาคนเดียว แต่งตัวมอมแมมเหมือนขอทานมากกว่า พูดว่าขอตังค์หน่อย ต้องกินข้าว นู่นนี่นั่น ไปเอาเพื่อนมายืนล้อมรถอีก 2 คน ทำให้ต้องยอมจ่ายไป 10 RM แพงนะเนี่ย

ที่นี่เบียร์มีราคาค่อนข้างแพง ป้าเอาเบียร์มาเสริฟ บอก 15 RM ด้วยความที่ไม่รู้ราคา ก็บอกป้าไปว่าไมแพงจัง จ่ายไปแต่โดยดี ไม่วายลุกไปดูในร้านขายของชำข้างๆ ราคา 12 RM แฮ่ๆๆ...ว่าป้าไปซะแล้ว เขินชะมัด -_-“



ชะโงกไปดูร้านข้างๆ เห็นเขาเอาของสดมาเป็นไม้ๆ แล้วจิ้มไปในหม้อต้ม ตอนคิดเงินก็เห็นคนขายมายืนนับจำนวนไม้ อะไรไม่รู้...แต่คราวหน้าไม่พลาดแน่



เช้าวันที่ 7 ของการเดินทาง ออกจากที่พัก 7 โมงเช้า จาก KL ก็มุ่งหน้ายิงยาวตาม High Way ตรงตลอดไป Johobarhu แล้วตามป้าย Woodland เข้าไว้ มองหาตึกในภาพ และแล้วก็มาถึงชายแดนระหว่างมาเลเซียและสิงค์โปร์

ปัจจุบันประเทศอื่นๆ เขามี AutoPass กัน มันจะบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับพาหานะของเราเอาไว้ทุกสิ่งอย่าง (ประเทศเราไม่เข้าร่วมนะคะ ทั้งๆ ที่เกือบจะทั่วโลกเขาเข้าร่วมกันหมดแล้ว) ดังนั้นการจะเข้าสิงค์โปร์จึงยุ่งยากมาก เพราะเขาไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้แล้ว (มั้ง) ถ้ามีเจ้าบัตรนี้แล้ว ก็เพียงแต่เสียบบัตรลงกล่องอ่าน แล้วยื่นพาสปอร์ต ที่ตู้ตามปรกติได้เลย แป๊บเดียวก็เสร็จ

ผ่านด่านขาออกฝั่งมาเลเซียปุ๊บ เข้าฝั่งสิงค์โปร์ก็ต้องไปทำเจ้า AutoPass นี้ก่อน เสียค่าทำประมาณ 160 SDL กรุณาเตรียมเงินสิงค์โปร์ไปด้วยนะคะ ไม่งั้นจะวุ่นวาย เพราะกว่าจะหาได้ก็หืดขึ้นคอเลยคะ

เอกสารที่ต้องเตรียมยื่นให้ทางสิงค์โปร์
1 เอกสารแปลเล่ม (ตัวจริง)
2 สำเนาป้ายวงกลมของประเทศเรา (เขาบอกว่าถ่ายเอกสารมาเลยได้)
3 ป้ายวงกลมของมาเลเซีย (เขาขอดูด้วยค่ะ)
4 ชุดเอกสารที่ยื่นให้ทางมาเลเซียดู [ด่านจากไทยเข้ามาเลเซีย อาจจะยึดหรืออาจจะคืนให้ แต่คราวนี้ไม่โดนยึด] (เจ้าหน้าที่สิงค์โปร์เอาไปดูแล้วยึดไปเลย คาดว่าเขาไปใส่ข้อมูลใน AutoPass ให้)

ใบขับขี่, พาสปอร์ต เขาขอตัวจริงไปถ่ายเอกสารเอง รออยู่เกือบชั่วโมงกว่าจะดำเนินการเสร็จค่ะ



พ้นด่านมาก็ขี่เข้าเมืองด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะกฎหมายที่นี่ค่อนข้างแรง ไอ้ที่ว่าแรงคือค่าปรับแพง แถมกล้อง CCTV ยุ่บยั่บยังกะตาสับปะรด ขี่ไปก็ร้อนๆ หนาวๆ เพราะจำกัดความเร็วเอาไว้ซะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ หาที่ติดตั้ง เครื่อง IU unit เหมือนในภาพ ซึ่งจะอ่านข้อมูลใน AutoPass ของเรา ในสิงค์โปร์จะมีโซน ERP ซึ่งจะเก็บเงินยานพาหนะทุกชนิดที่ใช้น้ำมันเมื่อคุณผ่านเข้าไป และก็จะหักเงินเราจากกล่องอ่านการ์ด ซึ่งเราต้องเติมเงินเอาไว้ให้เพียงพอ ถ้าไม่มีละก้อหมาต๋ามาทักทาย พร้อมใบสั่งที่เก็บค่าปรับสูงลิบลิ่วกันเลยทีเดียวค่ะ

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ติดตั้ง เพราะที่ร้านไม่รับบัตรเครดิต และเราก็ยังไม่ได้แลกเงินสิงค์โปร์เลยซักแดงเดียว เลยตกลงปลงใจจอดรถไว้ที่โรงแรม แล้วใช้บริการขนส่งมวลชน คิดแล้วไม่คุ้ม เพราะค่าติดตั้งไอ้กล่องนี่ก็เกือบ 3 พันบาท แล้วเราเองก็มีเวลาเที่ยวในนี้แค่ 2 วัน แต่คราวหน้าไม่พลาด...ต้องมาล้างตา



การเดินทางในสิงค์โปร์ที่สะดวกที่สุด ก็หนีไม่พ้นรถไฟฟ้านี่หละ ประหยัดและรวดเร็ว แม้สิงค์โปร์จะไม่ได้ใหญ่โต จะว่าไปทั้งเกาะยังเล็กกว่าภูเก็ตเสียอีก แต่ค่าแท็กซี่ที่นี่แพงหูฉี่ เพราะน้ำมันแพงกระฉูด

วันนี้เป็นวันหยุดของสิงค์โปร์ ทั้งๆ ที่เป็นวันธรรมดา แต่รถโล่งสุดๆ



สถานที่ท่องเที่ยวในสิงค์โปร์ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ รถก็ไม่ขี่แล้ว...ก็เลยไม่รู้จะทำอะไร ก็เหลือจุดประสงค์เดียวที่มาที่นี่ คือ ซื้ออุปกรณ์กับเกี่ยวกับการขับขี่มอเตอร์ไซด์

สถานที่: Little india, Jalan Basar

จริงๆ แล้วมีขายทุกอย่างตั้งแต่อุปกรณ์แต่งกาย ความปลอดภัย รวมทั้งอะไหล่รถจักรยานยนต์ แต่ก็ต้องระวังตอนขนกลับให้ดีๆ ไม่รู้ว่าตรงด่านบ้านเราขาเข้าประเทศจะเกิดเขี้ยวเมื่อไหร่ เพราะเคยได้ยินว่ามาบางครั้งต้องเสียภาษีอานเหมือนกัน

ลองเข้าไปค้นไป google map ดูนะคะ จะบอกว่าแผนที่ในสิงค์โปร์เจ๋งมาก เพราะสามารถหันซ้ายหันขวาได้ 360 องศาเหมือนไปยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ เลยค่ะ, keyword: little india, Jalan Besar, singapore motorcycle จะเจอร้านเพียบเลยค่ะ ลองเดินถามราคาเปรียบเทียบดูให้ดีนะคะ แล้วก็เมื่อได้ของแล้วให้เช็คของให้ดีก่อน อย่างเช่นกรณีหมวกกันน็อคให้ดูวันเดือนปีที่ผลิต เพราะบางทีเขาเอาของใกล้หมดอายุมาขายในราคาถูกค่ะ (ใครว่าหมวกกันน็อคไม่มีวันหมดอายุ ไม่จริงค่ะ เพราะเมื่อวัสดุหมดอายุ ก็จะกรอบแตกง่าย นั่นก็หมายว่าไม่ว่าจะยี่ห้อดีแค่ไหน ก็ปกป้องหัวเราไม่ได้แน่ค่ะ)



ร้านขายอุปกรณ์มอเตอร์ไซด์มีอยู่หลายร้าน แต่มีอยู่ร้านที่ต้องระวัง คือ ร้านสีส้ม (ร้านนี้อยู่ในตึก Coyuco Bluitding) คนขายออกจะเพี้ยนๆ หน่อย มาคราวนี้ตั้งใจจะซื้อหมวกกันน็อคใหม่ เพราะของเก่าที่ใช้ ได้เวลาหมดอายุ เลยสอย x-12 มาครอบครอง พร้อมกับซื้อชิลเป็นทูโทน จากร้านตรงข้ามกันนี้เอง ซื้อเสร็จก็ข้ามไปร้านสีส้มที่ว่า คนขายก็ถามว่าซื้ออะไรมา แล้วก็ไปยกของตัวเองมาโชว์ บอกสนนราคา 600 SD แกะกล่องหยิบของด้านในออกมา บอกว่าจริงๆ แล้วในกล่องต้องมีชิล 2 อัน ไอ้เราก็งงอ่ะซิ...เพราะมันเคยมีที่ไหนกันหล่ะ เราก็บอกว่าซื้อมาแล้วไม่รู้จะทำไงนิ ก็เลยถามเขาว่าอยากได้ชิลทูโทน เขาบอกว่ารุ่น x-12 ไม่มีผลิต งงไปกันใหญ่ แล้วไอ้ที่เราซื้อมา ร้านโน้นผลิตเองรึไงฟระ

จากร้านสีส้มนี้ ให้เดินไปทางตึกซิมลิ้ม จะมีร้านเปิดใหม่อยู่ตรงหัวมุมตึก (จากรูปใน Google map ยังเป็นร้านขายโคมไฟอยู่เลย) ขายของ Berik เพิ่งเปิด ช่วงนี้เลยยังขายราคาถูก เจ้าของเป็นฝรั่ง สอยของจากร้านนี้มาพอสมควร รองเท้าทัวร์ริ่ง 270 SD เอง เสื้อแจ็คเก็ต 300 SD ผลคือขากลับของหนักมากเลย ^^



เวลาที่คนเนืองแน่นเป็นแบบนี้, หน้าตาบัตร AutoPass, เฉลย...ที่ห้อยๆ อยู่ก็คือ บ้ะจ่างค่ะ ที่นี่มีร้านบ้ะจ่างขายแบบนี้เพียบ เก๋ไปอีกแบบ



ลืมที่นี่ไปเสียสนิท ไม่คิดว่าจะได้มา เพราะวันที่สองในสิงค์โปร์ไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว หลังจากแฮงค์เบียร์ 8.5% ของที่นี่ กว่าจะตื่นก็บ่ายกว่า

Marina Bay Hotel โรงแรมที่ทำรูปเรือในส่วนชั้นบนสุดพาดยาว 3 ตึก ส่วนบนนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชื่นชมได้ โดยเสียค่าบัตร 20 SD เปิดถึง 4 ทุ่ม เดินได้ทางส่วนหัวเรือ ไม่สามารถเข้าไปใช้บริการในส่วนของสระน้ำได้ ได้แต่ยืนดูตาละห้อย อยากว่ายน้ำ คราวนี้...ต้องมาพักสักครั้ง จะได้เล่นน้ำให้สมใจอยาก กำลังจะมีละครเวที Lion King มาเล่นที่นี่ปีหน้า...คงได้มาอีกหนแน่ๆ



คนตัวใหญ่ แต่ใจเหลือกระจิ้ดริ้ดเวลาอยู่บนที่สูง หรือ เรียกว่าโรคกลัวความสูงนั่นเอง และไม่น่าเชื่อว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาชมที่นี่ ก็คือคนไทยเรานี่เอง



ภายในมีร้านขายของแบรนแนม แม้จะ 4 ทุ่มกว่าแล้ว แต่ร้านค้าเหล่านี้ก็ยังเปิดอยู่ และมีคาสิโนอยู่ด้วย แต่ไม่ได้เข้าไป



จาก Merlion ให้เดินไปทางด้านซ้าย (หันหน้าไปทางแม่น้ำ) เลียบแม่น้ำไปเรื่อย จะพบร้านอาหารและผับมากมายตามถนนเลียบคลอด ตลอดระยะทาง 8 กิโล (แต่เดินไปแค่นิดเดียวค่ะ)

มีต่อตอนที่ 2 นะคะ เนื่องจากยาวเกินกว่าจะเขียนใน Blog เดียว ...อย่าลืมติดตามไปชมต่อนะคะ

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อุบัติเหตุ...เรื่องที่ไม่อยากประสบ พบเจอ หรือได้ยิน (VDO clip)

เพิ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับประกันอุบัติเหตุไปหยกๆ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็ต้องสูญเสียพี่ที่เคารพ เป็นผู้มีความสามารถและมีชื่อเสียงในวงการมอเตอร์ไซด์ใหญ่ไปอย่างน่าตกใจยิ่ง

อุบัติเหตุ...เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด เพราะมันจะมาควบคู่กับความสูญเสียเสมอๆ เบาะๆ ก็แค่เจ็บตัวเล็กๆ น้อย หรือสูญเสียทรัพย์สินหน่อยๆ พอขำๆ แต่ถ้าร้ายแรงที่สุดก็คือการเสียชีวิต และทรัพย์สินมหาศาล

สิ่งเดียวที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ ความประมาท


อุบัติเหตุหลายๆ ครั้งเกิดจากเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เช่น ความเสียหายของยานพหะนะที่เกิดขึ้นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุนี้ก็ตาม เราก็ยังสามารถลดอัตราการเกิดได้ ด้วยการหมั่นตรวจเช็คสภาพรถให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพราะการนำรถที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งาน ก็เป็นการเดิมพันต่อชีวิต อาจจะเกิดเหตุการณืไม่คาดฝันได้เสมอ ซึ่งก็จัดเป็นความประมาทต่อตนเองและผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนด้วยเช่นกัน

การขับขี่ในสภาพวะที่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย เช่น ง่วงนอน ไม่สบาย หรือจะเป็นการดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งสภาวะที่อารมณ์ผิดปรกติ เช่น โกรธ หรือ เศร้า จัดเป็นความประมาทในรูปแบบหนึ่งอีกเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสติสัมปชัญญะในการตัดสินใจลดลง แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว...อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้

ที่เหลือ...ความคึกคะนอง มักง่าย มักเป็นสาเหตุตามมาที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

นำ VDO Clip จำลองเหตุการณ์อุบัติเหตุในรูปแบบต่างๆ มาให้ได้ดูกัน ไว้เป็นอุทาหรณ์ค่ะ



รวมโฆษณารณรงค์การขับขี่ปลอดภัยหลายๆ ตัวอีกทีค่ะ



รวมโฆษณารณรงค์การขับขี่ปลอดภัยหลายๆ ตัว บางส่วนจากข้างบน บางอันก็ใหม่ค่ะ และภาพจากเหตุการณ์จริงๆ มาให้ดูด้วย เสียวกว่าข้างบนอีก



สำหรับผู้ขับรถโดยตรง เมื่อเห็นมอเตอร์ไซด์ อย่าชะล่าใจนะคะ
ว่าเป็นมอเตอร์ไซด์ ไงๆ ก็น่าจะช้า มันอาจไม่เป็นอย่างที่คุณคิด



ลองมาดูกันว่า ความเร็วที่ต่างกันเพียงน้อยนิดในสายตาเรา สร้างความเสียหายแตกต่างกันได้มากแค่ไหน



พรุ่งนี้อะไรๆ อาจไม่เหมือนเดิม



เรามาดูกันว่าถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อรถเกิดอบัติเหตุ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง



จริงๆ แล้ว แม้แต่คนนั่งหลังก็ควรคาดเข็มขัดนิรภัย



สำหรับคนใจร้อน ที่ค่อยสนใจสัญญาณกั้นเวลารถไฟมา ดูซะว่าถ้ารถไฟมาเต็มแรง จะลากไปไกลขนาดไหน ไงๆ ก็ไม่เหลือซาก



การใช้ความเร็วไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรใช้ให้ถูกที่ จุดที่จำกัดความเร็ว หรือ แหล่งชุมชน ควรทำตามที่กฏหมายกำหนด



เหมือนอันข้างบน เพลงเดียวกัน (เพราะดี ความหมายดีอีกด้วย) แต่ตัดต่อคนละแบบ ให้คนละรมณ์ ภาพชัดกว่า เลยเอามาแปะไว้อีก


Blog นี้ ขออุทิศแด่ คุณชุมพล วัฒนาหาญนุวัฒน์ หรือ อาจารย์ชุม ซึ่งเป็นผู้ที่พยายามรณรงค์และจัดการฝึกสอนเทคนิกการขับขี่มอเตอร์ไซด์ใหญ่ เพื่อการนำไปใช้ขับขี่มอเตอร์ไซด์ใหญ่ได้อย่างปลอดภัยอย่างปลอดภัย ให้แก่นักขับขี่มอเตอร์ไซด์มาเป็นเวลากว่าสิบปี ได้ประสบอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซด์ใหญ่ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุเมื่อวันศุกร์ที่ 2 กค. ที่ผ่านมาก R.I.P พี่จะอยู่ในใจพวกเราตลอดไปค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การขับขี่มอเตอร์ไซด์ กับอุบัติเหตุ... และการประกันภัย

การขับขี่มอเตอร์ไซด์ กับอุบัติเหตุดูจะเป็นของคู่กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซด์ใหญ่ หรือ มอเตอร์ไซด์เล็ก



เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว ถ้าไม่เจ็บตัวก็ดีไป ถ้าเจ็บตัวหล่ะ ...อะไรจะช่วยให้คุณได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที และได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

นั่นคือ...ประกันภัย

บางคนอาจจะเถียง... รถฉันมี พรบ.

ถูกต้องนะคะ...พรบ...คือประกันภัยเบื้องต้น ที่ข้อกฏหมายบังคับให้มี ฉะนั้น ค่ารักษาพยาบาลที่ได้จึงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

คุณจะได้แค่ 15,000 บาทขาดตัว ไม่มากไปกว่านี้

และที่สำคัญ ถ้าคุณไม่มีประกันอย่างอื่นเพิ่มเติม แม้จะมี พรบ. บ่อยครั้งคุณก็จะถูกโยนไปโยนมา หรือถูกโดนจนกว่าต้นสังกัดอื่นๆ จะมารับตัวไป เช่น ประกันสังคม หรือ ประกันสุขภาพแห่งชาติ (30 บาท รักษาทุกโรค)

ดังนั้น คุณจึงควรมีประกันอื่นๆ ร่วมไว้ให้อุ่นใจ เพราะ
1 เมื่อบาดเจ็บ ถ้าคุณมีประกันอื่นๆ โรงพยาบาลต่างๆ จะอ้าแขนรับคุณไว้อย่างเต็มใจในทันที
2 เมื่อบาดเจ็บมาก การที่คุณมีประกันหลายๆ อย่าง มันจะมาช่วยๆ กันจ่ายให้ ในกรณีเจ็บป่วยร้ายแรงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ถ้าเจ็บหนักบิลค่ารักษาก็อาจจะสูงลิบลิ่วเสียจนวันที่จะออกจากโรงพยาบาล เราเอาจจะอยากฆ่าตัวตายแทนก็เป็นได้

แต่การทำประกันต่างๆ เหล่านี้ ควรศึกษาให้ดี ทั้งในแง่ของขอบเขตของการรับประกัน ว่าอุบัติเหตุจากการขี่มอเตอร์ไซด์นั้นอยู่ในเงื่อนไขหรือไม่ และรูปแบบอื่นๆ ที่แตกต่าง เพื่อไม่ให้เราเองต้องจ่ายเบี้ยประกันซ้ำซ้อนเสียไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นกัน

มาดูรูปแบบของประกันภัยที่เราพึงมี
1 ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งประเภทนี้จะมีได้ก็ต่อเมื่อเป็นรถมือหนึ่งที่ออกในประเทศ ประกันพวกนี้จะมีวงเงินเมื่อมีการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุอยู่แล้วส่วนหนึ่ง ใครเป็นรถก้อนรถเกรก็อดกันไป
2 ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) หรือจะเป็นประกันสขภาพพ่วงอุบัติเหตุ ไอ้ข้อนี้ศึกษากันให้ดีก่อนซื้อนะคะ มีแบบได้ปันผล หรือ จ่ายทิ้งรายปี อะไรแบบนี้ และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ เช่น วงเงินคุ้มครองสูงสุด ในนั้นรวมอะไรบ้าง ค่าห้อง ค่ายา ค่าหมอ ค่าผ่าตัด ฯ

อันนี้เสริม
3 ประกันรายได้

งานด้านการแพทย์ แม้จะเป็นเรื่องของชีวิต แต่ทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายนะคะ เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องยอมรับ และข้อนี้เองที่ทำให้โรงพยาบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของเอกชนหรือรัฐบาลเอง ต่างก็ต้องพยายามที่จะบริหารงานเพื่อให้การดำเนินโรงพยาบาลเป็นไปได้อย่างอยู่รอด จึงไม่แปลกที่ความล่าช้ามักเกิดขึ้นจากการติดต่อสอบถามและต้องการสิ่งที่พิสูจน์ว่าว่าผู้ป่วยมีเงินพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาล ไม่อย่างนั้น...ถ้าเขาให้การรักษาโดยไม่สามารถเก็บเงินได้เสียเป็นส่วนใหญ่ อีกไม่นานก็ต้องเจ๊งกันหมด

ดังนั้น...การมีประกันในรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้คุณได้รับความสะดวกสะบายและรวดเร็วมากขึ้น เมื่อต้องเข้ารับการรักษา

แต่...ถ้าผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บร้ายแรงและจะเสียชีวิตภายในเวลาอันสั้น ถ้าไม่ได้การช่วยเหลือ ไม่ว่าโรงพยาบาลไหนๆ ก็จะต้องให้การช่วยเหลือมากที่สุดเท่าที่โรงพยาบาลเหล่านั้นจะมีศักยภาพทำได้

ไม่อย่างนั้น...ผู้ป่วย หรือ ญาติ มีสิทธิ์ฟ้องร้องได้อยู่แล้วนะคะ ที่บอก...ไม่ได้ยุให้ฟ้อง แต่เขียนให้เห็นภาพว่า โดยจรรยาบรร...หมอก็ต้องทำอยู่แล้ว แต่นี่ยังมีกฏหมายมาค้ำคออีกด้วย ถ้าไม่มองว่าเป็นหมอ...ก็ไม่มีใครอยากติดคุก หรือ อยากเสียชื่อเสียงหรอกค่ะ

ข้อคิดฝากไว้ สำหรับนักบิดทั้งหลายนะคะ
เพื่อนๆ นักบิดที่เคยประสบอุบัติเหตุเสนอแนะมา
ทำให้ต้องมานั่งทบทวนเป็นการใหญ่ ว่าปัจจุบันมีประกันอะไรอยู่ในมือบ้าง
เผื่อถ้าเกิดเรื่องราวอะไรขึ้น จะได้ไม่เป็นภาระให้คนรอบตัวต้องเดือดร้อนยังไงคะ
จ่ายเพิ่มอีกปีละไม่กี่บาทเอง เทียบกับอย่างอื่นที่เคยจ่ายๆ แล้ว คุ้มกว่าเห็นๆ

ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อการขับขี่

หุหุ คนเขียนเป็นผู้หญิง เขียนเรื่องเกี่ยวกับมอเตอร์ไซด์ ก็เลยอยากยกเรื่องที่จะทำให้ผู้หญิงขับขี่ได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีผู้หญิงมาขี่มอเตอร์ไซด์มาขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับข้อจำกัดหลายๆ ประการที่ทำให้ผู้หญิงที่เริ่มขี่มีปัญหา บางคนเริ่มจากศูนย์ แล้วยังต้องมาผจญกับความลำบากของการใช้รถใช้ถนนเสียอีก แต่อย่าท้อค่ะ ทุกอย่างพัฒนาได้จากการฝึกฝน

บทวามความดีๆ จาก www.stormclub.com

สำหรับบางคนมอเตอร์ไซค์คือยานพาหนะประจำวัน บางคนคืองานอดิเรก (แต่ถ้าเป็นชาวพายุขนานแท้หล่ะก็มอเตอร์ไซค์เป็นยิ่งกว่าสิ่งเสพติด ถ้าไม่ได้ขี่อาจมีอาการลงแดงได้) แต่จุดมุ่งหมายของทุกคนคือการเดินทางไปยังเป้าหมายอย่างปลอดภัย เรามาดูข้อคิด 5 ข้อที่จะช่วยให้เราขี่รถได้สนุกและปลอดภัยมากขึ้น

1. อย่าเชื่อใจรถคันอื่น
เรียนรู้ที่จะเชื่อใจคนๆเดียวเท่านั้นคือ ตัวเราเอง เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อเห็นหรือจำเป็นต้องขับเข้าไปใกล้ๆ รถลักษณะดังต่อไปนี้ มีรอยบุบ รอยชน

ร่องรอยเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการตัดสินใจที่”ผิดพลาด”ของผู้ ขับในอดีต ซึ่งเราคงไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งใหม่ของพี่เค้าแน่ๆ สกปรกและไม่ได้รับการเอาใจใส่

อันนี้ไม่ได้หมายถึงรถเก่า แต่โปรดจินตนาการถึงรถที่มีฝุ่นเกาะหนาๆ ประมาณว่าตั้งแต่ซื้อมาพี่แกยังไม่คิดจะล้าง ไม่สามารถระบุสีที่แท้จริงของรถได้ ไฟเลี้ยวแตก กระจกไม่ครบ ป้ายทะเบียนห้อย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เอาใจใส่ ซึ่งอาจส่งผลถึงพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ใส่ใจรถคันอื่นบนถนนด้วย (คิดดู รถตัวเองมันยังไม่ใส่ใจ แล้วเราอยู่ข้างๆ จะรอดมั๊ยเนี่ย…) เราควรเพิ่มความระวังและอยู่ห่างรถที่มีลักษณะเหล่านี้

นอกจากนี้รถบางชนิดยังสามารถเตือนให้เราระวังเป็นพิเศษเช่น รถ

รถแท็กซี่ : อย่าพยายามวิ่งอยู่ด้านซ้ายของเค้า เพราะแท๊กซี่ไม่มีป้ายจอดเหมือนรถเมล์ ฉะนั้นเมื่อใดที่เค้าเห็นคนยืนชะเง้อมองออกมาที่ถนน ทำท่ายกแขนออกนอกลำตัวเพียงนิดเดียว พี่แกหักเข้าหาทันทีโดยไม่สนว่าตอนนั้นรถตัวเองจะอยู่ในตำแหน่งใดของถนน!!! อีกอันนึงคือเวลารถติดแล้วเราชาวมอเตอร์ไซค์วิ่งเลาะบริเวณระหว่างเลน ก็ให้ระวังผู้โดยสารในรถแท๊กซี่จะเปิดประตูออกมาจ๊ะเอ๋เอา เดี๋ยวจะกลายเป็นซุเปอร์แมนแบบไม่รู้ตัว

รถกระบะหรือปิ๊กอัพ : อย่าแลกครับ เสี่ยงมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นรถส่งของและคนขับไม่ใช่เจ้าของรถฉะนั้นพี่แกจะซัดไม่ เลี้ยง ขนาดของรถไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเค้า มีรูเป็นมุด เห็นรถคันอื่นบนท้องถนนเป็นเสมือนกรวยยางเอาไว้วิ่งสลามลอม แล้วยิ่งปิ๊กอัพสมัยนี้เครื่องแรงมากวิ่ง 180 นี่หนมๆ ทางที่ดีให้พี่เค้าไปก่อนดีกว่า

รถแต่งเลียนแบบรถแข่ง : หลายคนแต่งเพื่อความสวยงาม แต่ก็หลายคนเหมือนกันที่แต่งแล้วเอาไว้ซิ่งบนถนนเพราะเข้าใจว่าตัวเองนาม สกุล ชูมักเกอร์ อันนี้ถ้าเราเจอเปิดทางให้พี่เค้าไปก่อนเลย เดี๋ยวเค้าก็ไปเจอกับไอ้ปิ๊กอัพคันเมื่อกี๊หน่ะแหละ...

รถ 4x4 ที่ยกสูง : นานๆจะเจอที แต่ถ้าเจอให้ห่างไว้จะดีกว่า เพราะลำพังรถยนต์ด้วยกันเค้ายังมองลงมาไม่ถนัดเลย แล้วถ้า 2 ล้ออย่างเราไปขี่หรือจอดอยู่ใกล้ๆ กลัวจะกลายเป็นลูกอมของเค้าไปหน่ะสิ

รถที่ขับโดยผู้หญิงและคนชรา :อันนี้ไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกหรือโอ้อวดนะครับ แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีปัญหากับการตัดสินใจทำให้อาจมีอาการยึกยักในบาง จังหวะ ส่วนคนแก่นอกจากเรื่องการตัดสินใจแล้วยังมีเรื่องของสายตาที่มีประสิทธิภาพ น้อยกว่าปกติด้วย ฉะนั้นอย่าพยายามเดาใจเค้า ทิ้งระยะห่างให้ชัวร์หรือถ้ามีโอกาสก็แซงให้ผ่านไปซะ

รถมอเตอร์ไซค์ : พวกเราสองล้อด้วยกันเองนี่แหละ โดยเฉพาะบรรดา ”เด็กแว้น” , “เด็กแซ้บ” (มีชื่อเรียกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่) สังเกตได้จากการตกแต่งรถ เช่น ยางเล็ก, สวิงอาร์มสั้น, แฮนด์หมอบ, ท่อแต่ง ฯลฯ คงไม่ต้องบรรยายมากเป็นอันรู้กันสำหรับพฤติกรรมการขับขี่ ปล่อยน้องเค้าไปครับ อย่าไปวัดกะเค้า ผมหล่ะกลัวใจจริงๆ แต่ก็ใช่ว่าบรรดารถมอเตอร์ไซค์ใหญ่จะขี่ดีมีมารยาททุกคนนะครับ ไอ้ที่เปรี้ยวปริ๊ดส์ก็เยอะ ยังไงก็ให้เค้าผ่านไปก่อนละกัน ไม่เป็นไรเราไม่รีบ เดี๋ยวไฟแดงหน้าก็เจอกันอยู่ดี

จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถเชื่อใจรถคันอื่นบนถนนได้เลยนอกจากนี้เราควร เพิ่มความระมัดระวังในรถบางประเภทให้มากยิ่งขึ้น

2. ระวังจุดบอด
ข้อสำคัญที่สุดที่สมควรจำไว้คือ ถ้าเราไม่เห็นหน้าของคนขับในกระจกมองข้างหรือกระจกมองหลังของรถเก๋งคนขับรถ คันดังกล่าวก็จะไม่เห็นเราเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามการที่เราเห็นหน้าคนขับในกระจกรถก็ไม่ได้หมายความว่าคนขับดัง กล่าวจะมองเห็นเราเสมอไป

ถ้าเราพบว่าเราอยู่ในจุดบอด เราควรเร่งรถหรือใช้เบรคเพื่อออกจากตำแหน่งที่อันตรายให้เร็วที่สุด (เราควรใช้ความเร็วมากกว่าความเร็วของรถคันอื่นบนถนนเล็กน้อยเพื่อไม่ให้รถ เราไปแช่อยู่ในจุดบอด) เราควรเตือนตัวเองให้ระวังจุดบอดตลอดเวลา

3. รู้จักจังหวะในการขี่
จังหวะการขี่ที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญ บางคนมีความเชื่อว่าขี่รถช้าจะปลอดภัย ในขณะที่บางคนเชื่อว่าขี่รถเร็วจะปลอดภัย สิ่งที่จะบอกได้ว่าขี่ช้าหรือเร็วจะปลอดภัยกว่ากันคือ สภาพแวดล้อมในการขี่รถ เช่น การจราจร สภาพถนน สภาพอากาศ สภาพรถที่เราขี่อยู่ เป็นต้น

การที่จะขี่รถได้ปลอดภัยเราควรคำนึงถึงสิ่งรอบตัวเป็นหลัก รู้จักใช้จังหวะในการขี่รถที่เหมาะสม, ใช้ความเร็วที่เหมาะสม เช่น ขี่ช้าในเมืองที่มีสภาพการจราจรที่ติดขัด ขี่เร็วขึ้นเมื่อถนนโล่งแต่ไม่เร็วเกินความสามารถของเรา

ซึ่งในสถาพถนนปกติ การที่เราใช้ความเร็วมากกว่าสภาพการจราจรโดยรอบเล็กน้อยจะช่วยให้เราปลอดภัย กว่าการใช้ความเร็วเท่ากัน หรือ ช้ากว่า

นอกจากนี้เราสมควรที่จะมองหา “ทางออกฉุกเฉิน” เผื่อไว้ด้วยตลอดเวลา เช่น กรณีที่มีการเบรกกระทันหัน นอกจากเราจะต้องกะระยะและน้ำหนักกดเบรกแล้วเรายังต้องเผื่อหาพื้นที่ในการ หลบด้วย เพื่อกรณีที่เรากดเบรกตามแผนแล้วแต่ระยะทางไม่พอ จะได้ไม่ต้องใช้กันชนคันหน้าในการหยุดรถ

4. เผื่อที่ให้ความผิดพลาดของผู้อื่น
ความผิดพลาดของผู้อื่นในกรณีนี้หมายถึงผู้ร่วมใช้ถนนอื่นๆ เช่น เลี้ยวกระทันหันโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว, จอดโดยไม่ให้สัญญาณ และอื่นๆอีกมากมาย การที่เราจะขี่รถได้อย่างปลอดภัยเราต้องเผื่อที่ให้ผู้อื่นได้ทำความผิดพลาด โดยที่ไม่กระทบกระเทือนเรา

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า “เราไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดของผู้อื่นได้” วิธีแก้ปัญหาคือเราต้องมองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ออก แล้วเว้นที่ว่างให้ความผิดนั้นเพื่อจะไม่กระทบกระเทือนเรา

การที่เราอารมณ์เสียกับความผิดของผู้อื่นไม่ได้ช่วยให้ปัญหาที่เกิดขึ้น หายไป ในทางตรงข้ามอาจเกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย

5. การฝึกฝน
เมื่อมีเหตุการฉุกเฉินเกิดขึ้นสิ่งแรกที่เราจะตอบสนองจะมาเกิดขึ้นโดย อัตโนมัติจากสัณชาตญานของเราเอง เช่น เมื่อมีรถเลี้ยวตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด เราอาจจะเบรคจนล้อล๊อค หรือบีบทั้งเบรคและครัชในเวลาเดียวกัน จะเห็นได้ว่าบางครั้งสิ่งที่เราตอบสนองไปอาจไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นแต่กลับช่วย ให้แย่ลง การที่เราจะแก้ปัญหาเวลาที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน คือการขยันซ้อมจนกลายเป็นนิสัย เช่น การฝึกเบรค, การฝึกเลี้ยวแบบ counter steering, การมองกระจกหลัง, การเหลียวมองรถด้านหลัง, การใช้ไฟเลี้ยว เป็นต้น

ควรฝึกสิ่งเหล่านี้ให้เป็นนิสัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเราจะใช้โดย อัตโนมัติ นอกจากนี้เราควรศึกษาเส้นทางที่เราจะต้องใช้, พื้นผิวถนน, ลักษณะการจราจร, ฯลฯ

การที่เราฝึกสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้เราได้ถ้วยรางวัลในสนามแข่ง แต่จะช่วยให้เราปลอดภัยและยังทำให้เราขี่รถอย่างมีความสุขไปได้อีกนาน

เรื่อง : Tron
เรียบเรียง : Rider 11

_______________________________________________________

เขาเขียนไว้ดี แล้วก็ไม่รู้จะพยายามเขียนใหม่ทำไม ให้เครดิตคนเขียนคนแรกดีกว่า เขาจะได้มีกำลังใจเขียนเรืองอื่นเพิ่มอีก

ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆ ให้เราได้อ่านกันนะคะ

ขออนุญาตินำมาลง blog ของตัวเองเพื่อรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ที่เกี่ยวกับ 2 ล้อ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

เทคนิคการยกรถมอเตอร์ไซด์คันโต ^^

หมายเหตุ: เทคนิคต่างๆ ที่เขียนใน blog เป็นเนื้อหาที่รวบรวมมาจากเวปต่างๆ ที่อ่านผ่านตา หาใช่จากความสามารถของผู้เขียนไม่ หากมีข้อผิดพลาดหรือข้อเสนอแนะใดๆ ไม่ต้องเกรงใจ เขียน comment บอกไว้ได้เลยนะคะ จะได้แก้ไขหรือเพิ่มเติม เพื่อไปเป็นประโยชน์แก่นักขับขี่ด้วยกันนะคะ

ที่เลือกเขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เพราะเป็นสิ่งที่กังวลที่สุดเสมอๆ เวลาออกไปขี่รถ บางครั้งไปคนเดียว ยิ่งเวลากลับรถในที่แคบจะกลัวมาก รถล้มนอกจากจะอาย รถเป็นลอย แล้วที่สำคัญจะยกมันขึ้นมาได้อย่างไร มอเตอร์ไซด์ใหญ่แต่ละคัน น้ำหนักร่วม 200 กิโลกรัมทั้งนั้น หรืออาจจะมากกว่านั้น ในชีวิตการขี่ล้มแปะก็หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยถึงกับต้องยกคนเดียวทุกครั้ง และก็ไม่ใจว่าจะยกขึ้นด้วย แต่ก็คิดว่าคงจะดีถ้าอย่างน้อยก็รู้ทฤษฎีไว้บ้างก็ยังดี และทดลองทำเพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกันตัวคุณ ^^

การยกมอเตอร์ไซด์ที่ล้ม ถ้ายกไม่ถูกวิธี อาจเกิดอันตรายได้ เช่น เกิดการบาดเจ็บที่หลัง โปรดจำไว้ว่าการยกของหนัก ร่างกายควรอยู่ในสภาพที่พร้อม ไม่ควรฝืนสังขาร แม้ว่าจะอับอายเป็นทุนเดิมเพียงใดก็ตาม อย่าห้าว เวลายกรถให้ตัวและหลังตรงเสมอ แล้วยกโดยออกแรงจากขา ไม่ใช่จากแขน

วิธีการยกมอเตอร์ไซด์

อันดับแรก: ประเมินสภาพตัวเราเอง
- รถล้มปุ้บ ลงมาเก็บสติให้อยู่กับตัวก่อน ตรวจสอบร่างกายตัวเอง ว่าบาดเจ็บที่ไหนบ้างก่อนเป็นอันดับแรก สภาพพร้อมที่จะยกรถตัวเองได้หรือไม่ บางคนล้มปุ๊บ ด้วยความอาย อะดรีนาลีนหลังเต็มที่ พรวดพราดไปยกรถ หลังเดาะเคล็ดขัดยอกมาก็ไม่ใช่น้อย
- มองหาคนช่วยเป็นตัวเลือกแรกที่สมควรทำที่สุด และโปรดดูคนที่เข้ามาช่วย ถ้าไม่ใช่นักขับขี่เหมือนกัน ต้องช่วยดูความปลอดภัยเขาด้วย เช่น เตือนว่าอย่าจับตรงท่อไอเสียหรือเครื่องยนเป็นต้น เพราะคุณก็คงไม่อยากให้ใครเจ็บตัวเช่นกัน

อันดับที่ 2: ประเมินสภาวะแวดล้อม
- ถ้ารอบตัวไม่เอื้ออำนวยให้คุณยกรถได้ ก็ต้องรอความช่วยเหลือ อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย เช่น ทางชัน สภาพแวดล้อมที่ลี่น (แปลจากเวปนอก ถ้าเป็นบ้านเราคงไม่มีใครยอม ของรักของแพง จะปล่อยไว้ได้ไง ^^ ก็อย่างว่าราคารถบ้านเราแพงหูฉี่)

อันดับที่ 3: ประเมินสภาพลูกรักของเรา เจ้ามอเตอร์ไซด์
- ดับเครื่อง, ปิดวาล์วน้ำมัน
- สำรวจการรั่วไหลของน้ำมัน ซึ่งมักเกิดขึ้นเสมอ และหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดประกายไฟ

เทคนิคการยกรถมอเตอร์ไซด์

ถ้ารถล้มไปทางด้านขวา ให้เข้าเกียร์ไว้ เวลายกรถจะได้ไม่ไหล และเอาขาตั้งออกมา เวลายกเกินจะได้ไปแปะลงไปอีก แต่ถ้ารถล้มไปทางด้านซ้ายก็ต้องยกตามยถากรรมนิดนิง ^^

เทคนิคที่ 1 : รอคนมาช่วยยกค้าบที่น้องค้าบ (อะนะ จะบอกทำไม รู้อยู่แล้วใช่ใหม่คะ)

เทคนิคที่ 2 : ยกรถโดยหันหน้าออกจากมอเตอร์ไซด์


- อยู่ในฝั่งที่รถล้ม
- หักแฮนจนสุดลงด้านที่ล้ม (อันนี้งงนิดนึง เพราะส่วนใหญ่เราจะหักด้านตรงข้าม)
- หาจุดบาลานซ์ระหว่างสองล้อและเครื่องยนต์
- นั่งลง หันหน้าออกจากตัวรถ ใช้ก้นและหนังล่างแตะที่เบาะ ดันตัวขึ้นจนเกือบสุด โดยให้หลังอยู่ในท่าตรงเสมอเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
- มือหนึ่งจับที่แฮนด์กริบ เกร็งข้อมือ
- อีกมือหนึ่งจับที่เฟรมรถมอเตอร์ไซด์ในส่วนที่แข็งแรง (ระวังท่อไปเสีย หรือจุดที่ร้อน)
- ค่อยๆ ดันต่อไปทีละน้อยด้วยก้นหรือหลัง
- เมื่อรถลอยขึ้นมาในระดับหนึ่งให้รีบก้าวขาขยับตัวเข้าหารถ
- ใช้สะโพกประคองรับน้ำหนักรถแล้วดันรถตั้งขึ้นสู่จุดบาลานซ์





วิธีนี้แหละที่ผู้หญิงอย่างเราต้องการ

เข้าไปดูภาพสุภาพสตรียกรถคันโตได้ที่นี่เลยค่ะ www.ibmwr.org

เทคนิคที่ 3: หันหน้าเข้าหามอเตอร์ไซด์แล้วยก


- อยู่ในฝั่งที่รถล้ม
- หักแฮนด์ไปด้านตรงข้ามกับที่รถล้มให้สุด (ให้ล้อหงายชี้ฟ้า)
- หาจุดบาลานซ์ระหว่างยางทั้งสอ, เครื่องยนต์, ที่พักเท้า
- ยืนหันหน้าเข้าหารถ
- ยืนให้ใกล้แฮนที่สุด กางขาออกกล้างประมาณช่วงไหล่ นั่งยองๆ (หรือคุกเข่าลงหนึ่งข้าง นั่งลักษณะคล้ายคุกเข่าข้างนึงเพื่อใช้ขาที่คุกเข่าอยู่ข้างหลังออกแรงดันรถขึ้น)
- มือสองข้างจับแฮนด์ฝั่งที่อยู่กับพื้นให้มั่นคงที่สุด
- ออกแรงดันรถขึ้น โดยออกแรงจากขาหลังล่าง อย่าออกแรงจากแขน คงสภาพหลังตรงนะคะ ไม่งั้นหลังมีปัญหาไม่รู้ด้วยนะคะ เบาะๆ ก็แค่หลังยอกกล้ามเนื้ออักเสบ ร้ายที่สุดคือหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือแตกมาทักเส้นประสาทไขสันหลัง งานนี้ตัวใครตัวมันเน้อ
- เมื่อรถลอยขึ้นมาในระดับหนึ่งให้รีบก้าวขาขยับตัวเข้าหารถ
- ใช้สะโพกประคองรับน้ำหนักรถแล้วดันรถตั้งขึ้นสู่จุดบาลานซ์

หุหุ วิธีนี้ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่ต้องคิดจะใช้เลยนะคะ ยากส์ ไม่ขึ้นหรอก

เทคนิคที่ 2 และ 3 นำมาจากเวปนี้ค่ะ www.dps.state.mn.us ในเวปนี้ยังมีเทคนิคเรื่องอื่นๆ อยู่ด้วยนะคะ

เทคนิคที่ 4: หันข้างเข้าหามอเตอร์ไซด์แล้วยก (อันนี้ไม่มีรูปให้ดูนะคะ)
- อยู่ในฝั่งที่รถล้ม
- หักแฮนด์ไปในทิศทางที่จะยกรถขึ้นให้สุด (ล้มขวาหักซ้ายสุด, ล้มซ้ายหักขวาสุด)
- หาจุดบาลานซ์ระหว่างยางทั้งสอ, เครื่องยนต์, ที่พักเท้า,
- ประคองรถขึ้นเล็กน้อยในจังหวะแรกเพียงแค่ให้ล้อสัมผัสพื้นทั้ง2ล้อ
- จัดท่านั่งพร้อมสำหรับยกรถ โดยนั่งยองแล้วสอดสะโพกเข้าไปด้านข้างรถ
- ออกแรงยืนในลักษณะค่อยๆ ดันรถให้ยกขึ้นโดยแรงที่ออกจะต้องเป็นแรงออกมาจากต้นขา
- เมื่อรถลอยขึ้นมาในระดับหนึ่งให้รีบก้าวขาขยับตัวเข้าหารถ
- ใช้สะโพกประคองรับน้ำหนักรถแล้วดันรถตั้งขึ้นสู่จุดบาลานซ์

ระวังอย่าดันแรงเกินจนล้มแปะไปอีกข้างซะหล่ะ ^^ ที่นี้รถก็ตั้งขึ้นแล้ว

ปล. พยายามยกรถให้ขึ้นภายในครั้งแรกนะคะ ไม่งั้นจะหมดแรงเอาซะก่อน