วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

ขี่รถ (BMW F800GS) ใกล้ๆ เขาใหญ่ - ชัยภูมิ ภาคแก้ตัวผาหำหด

วางแผนจะขึ้นเหนือยาวๆ แต่มาล้มเพราะฝนที่ยังไม่ซาและน้ำท่วมที่ยังไม่ลด จึงกลายเป็นทริปซ่อมความคาใจกับผาหัมหด ช่วงนี้ดูเหมือนจะแวะเวียนเขาใหญ่ถี่เหลือเกิน ออกจากบ้าน 10 โมง ไปยังจุดแวะรวมพลที่ปากช่อง โดยผ่านเขาใหญ่ฝั่งปราจีนเหมือนเคย



รวมตัวคาราวานได้ 6 คัน 3 kawasaki, 2 BMW, 1 Yamaha



มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติไทรทอง ตามล่าหาผาหัมหด ^^





เมืื่อถึงทางเข้าอุทยาน เจ้าหน้าที่บอกว่า "ผมไม่รับประกันนะครับ ว่าจะขึ้นไปได้หรือเปล่า เพราะน้ำแรง" เราก็คิดว่าคงได้น่า ไอ้หยะ...พอลงไปสำรวจทาง เป็นลานหินที่ไม่เรียบ มีลักษณะเป็นขั้นๆ ขี่ลงไปรับรองว่ากลายร่างเป็นเรือลอยหายไปแน่ๆ



เซ็งอย่างแรง มาแก้ตัว ก็ยังแก้ไม่สำเร็จ ฝากไว้ก่อนเถอะ ^^



แบบครบๆ 7 คน 7 คัน



เปลี่ยนไปชิวๆ ที่ "น้ำตกไทรทอง" แทน ปรกติขี่รถลงมาตรงนี้ไม่ได้หรอก แต่วันนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ เลยขี่ลงมากัน เพราะขี้เกียจเดิน แลมีอีก 1 Suzuki ตามมาสมทบ



น้ำเยอะ แรง แต่ไม่แดงให้สยอง เหมือนคราวที่แล้ว พวกเราจึงเดินเล่นถ่ายรูป ชิวๆ ซึมซับบรรยากาศกันพักใหญ่ๆ



อากาศเย็นสบายมากๆ



ตั้งกล้องถ่ายรูปไว้กลางน้ำตกกันแบบไม่กลัว ขอให้ได้ภาพสวยๆ แค่นั้นเป็นพอ ^^



เห็นกล้องเป็นต้องสู้ จะกล้องใคร กี่ภาพ ไม่หวั่น จัดมา



ความซนของผู้หญิง 3 คนในทริป ถึงกับทำเอาหนุ่มๆ ปวดหัวไปตามๆ กัน



อีกซักช็อต...ก่อนจะถูกน้องโบ้หลอกไปกินข้าวเย็นในตัวเมืองชัยภูมิ ด้วยหนทางอันแสนไกลอีกเกือบ 100 กิโล

รุ่งขึ้น...ตัดสินใจขึ้นเขาใหญ่ จุดหมาย...ไปเที่ยวน้ำตกธารรัตนา



แวะจุดชมวิว...ใครก่อไฟรึเปล่านะ ?



ซารังแฮโย ... อิอิ


น้ำตกธารรัตนาเป็นน้ำตกแรกที่จะเจอก่อน เมื่อขึ้นมาจากฝั่งปราจีนบุรี ถ้ามุ่งมาจากฝั่งปากช่อง อาจจะเลยไปได้ เพราะไม่เห็นป้าย เดินจากถนนเข้าไปเพียงนิดเดียว แต่จริงๆ แล้วสามารถเดินตามลำธารลงไปได้เรื่อย เพราะเคยมาโรยตัว โดยจะไปสิ้นสุดที่อ่างเก็บน้ำในนครนายกเลยทีเดียว







เรานั่งชิวกันอยู่ตรงนี้เป็นชั่วโมงได้ ไม่มีคน...น้ำตกเป็นของเรา

ทริปสั้นๆ แต่รู้สึกดี...อีกแล้ว แยกย้ายกันที่ตรงนี้

จบไปอีกหนึ่งทริป ที่ไม่ทำให้ใจอิ่มกับการขี่รถซักที มีแต่จะอยากขี่เพิ่มอีกอยู่ตลอด ทำไงดีล่ะทีนี้ ^^



ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

การเลือกยางให้เหมาะกับรถมอร์เตอร์ไซด์ของคุณ ^^

คิดจะเอามะพร้ามห้าวมาขายสวนเสียหน่อย เรื่องบางเรื่องคุณผู้ชายทั้งหลายอาจจะทราบอยู่แล้ว แต่เพราะตัวเองไม่รู้ เคยอ่านแต่ก็ลืม เลยอยากรวบรวมเก็บไว้บล็อคของตัวเองค่ะ หมายความว่าจิ๊กมาจากตรงนั้นทีตรงนี้ทีนั่นเอง

มอเตอร์ไซด์ไม่เหมือนรถยนต์ เป็นพาหนะที่อันตรายกว่าหลายเท่าตัว ดังนั้นการเช็ครถให้อยู่ในสภาพพร้อมก่อนการขับขี่ทุกครั้งเป็นเรื่องทำสำคัญยิ่ง เพราะจะสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้จริง พอดีวันนี้รถของตัวเองคิดว่าถึงเวลาที่ต้องน่าจะเปลี่ยนยางแล้ว จึงต้องหาข้อมูลกันซักหน่อย

การขาดความเข้าใจและการเอาใจใส่ จะนำไปสู่ปัญหา ต่างๆ เพราะยางเป็นตัวถ่ายทอดความต้องการของผู้ขับขี่และกำลังของเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการเหยียบคันเร่งเพื่อนให้รถเคลื่อนไปเร็วขึ้นหรือเหยียบเบรค เพื่อให้รถช้าลง หรือควบคุมการเลี้ยงให้เป็นไปอย่างราบรื่น ทุกๆ ความต้องการของผู้ขับขี่จะถูกถ่ายทอดได้อย่างถูกต้องขึ้นอยู่กับการสัมผัสกัน ระหว่างยางกับพื้นผิวถนน

ยางมีหน้าที่สำคัญๆ อยู่ 4 ประการ ที่จะช่วยให้ขับรถได้อย่างปลอดภัย
1. รับน้ำหนักรถและน้ำหนักบรรทุก
2. ลดแรงกระแทกและการสั่นสะเทือนจากพื้นถนน ลมในยางจะทำหน้าที่เป็นเหมือนสปริงช่วยลดแรงกระแทกในขณะขับขี่บนถนนขรุขระ
3. เป็นตัวกลางถ่ายทอดพลังงานการขับเคลื่อนและการหยุดรถลงสู่พื้นผิวถนน แรงเสียดทานระหว่างยางกับพื้นถนนทำให้รถสามารถเคลื่อนตัวหรือหยุดลงได้
4. ช่วยในการเปลี่ยนทิศทางในการขับขี่การหมุนพวงมาลัยทำให้ล้อหน้าหมุนและทำให้รถสามารถมุ่งไป ในทิศทางที่ต้องการ

เรามาดูวิธีการเลือกยางให้ถูกต้องเหมาะสมกับรถดีกว่า จริงๆ แล้วทั้งรถยนต์และมอต์เตอร์ไซด์ก็มีวิธีการดูที่เหมือนกัน

Q: ยางทำมาจากอะไร ?
A: ยางไม่ได้ประกอบไปด้วยเนื้อยางเพืยงอย่างเดียว แต่ประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลายอย่างของเหล็กกล้ากับผ้าใบ

Q: เมื่อไหร่จะถึงเวลาเปลี่ยนยาง ?
A: ยางรถยนต์ที่ได้รับการดูแลรับษาและใช้งานอย่างถูกต้อง จะสามารถใช้งานได้จนกระทั่งดอกยางสึกหรอเหลือต่ำสุด มีร่องลึกน้อยกว่า 1.5-2 มิลลิเมตร ซึ่งตัวเลข 1.5-2 มิลลิเมตรนี้ รวบรวมมาจากคำแนะนำของผู้ผลิตยางหลายยี่ห้อ จึงไม่สามารถสรุปเป็นตัวเลขตายตัวได้เป๊ะๆ

ในความเป็นจริง ก็ไม่ค่อยมีใครหยิบไม้บรรทัดมาวัดหรือหาอะไรมาแหย่เพื่อวัดความลึกของร่องยาง เพราะไม่สะดวก และจริงๆ แล้วก็ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการวัด ดังนั้นส่วนใหญ่จึงดูด้วยสายตา และประเมินเอาว่าดอกยางหมดหรือยัง สามารถสังเกตได้ง่ายๆ โดยมองขึ้นไปที่หน้ายาง จะพบสันนูนที่บริเวณร่องยาง เรียกว่า สะพานยาง

ดอกยาง ไม่ได้มีไว้ให้เกาะ แต่มีไว้รีดน้ำ ยางรถยนต์ทั่วไปจึงมีดอกหรือมีร่อง เพราะยางหน้าเรียบเกาะถนนดีบนถนนเรียบแห้งเท่านั้น แต่ถ้าถนนเปียกจะลื่นมาก เพราะหน้ายางที่แบนกว้าง จะไม่สามารถกดรีดน้ำออกจากหน้ายาง เพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นตามปกติได้ น้ำเลยกลายเป็นชั้นฟิล์มคั่นอยู่ระหว่างยางกับผิวถนน ก็เลยลื่นหรือมีอาการเหิรน้ำ ดอกหรือร่องยางจึงลดอาการลื่นของยาง เมื่อต้องขับรถยนต์ลุยฝนหรือบนถนนลื่น โดยต้องยอมเสียหน้าสัมผัสพื้นถนนบางส่วนให้เป็นร่องยางแทน

การขับขี่ในสายฝนเมื่อยางสึกมากแล้วเป็นสิ่งที่อันตรายมาก น้ำฝนจะมีลักษณะเหมือนแผ่นฟิลม์กั้นระหว่างยางกับพื้นถนนทำให้ยางลอยเหนือพื้นถนน ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพในการบังคับรถและการหยุดรถ


หลายท่าน คงอยากทราบถึง ความหมายของ ตัวเลข หรือ ตัวอักษร ที่อยู่บน ยาง นั้น มีความหมายอย่างไร ? แล้วจะมีผลต่อการนำไปใช้งานกับรถของเรา อย่างไร ?

สัญลักลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเลข หรือ ตัวอักษร ที่แสดงอยู่ตรงด้านข้างของยาง ( Side Wall ) ล้วนมีความหมายด้วยกันทั้งนั้น ลองดูรายละเอียดได้ตามข้อมูลนี้

ยางรถยนต์


 


 รหัสหรือตัวอักษร ที่อยู่บนยาง


ตัวอักษรบนยางรถยนต์



- ด้านหลังของตัวเลขบอกขนาดหรือบอกชื่อรุ่นยางอาจจะมีตัวหนังสือ F หรือ R อยู่ด้วย บางทีก็บอกกันตรงๆเลยว่า Front หรือ Rear บอกให้รู้ว่ายางเส้นนี้ใช้กับล้อหน้าหรือล้อหลัง พร้อมกับลูกศรบอกทิศทางการหมุน เวลาใส่ต้องใส่ให้ถูกทิศทางด้วย
- สัญลักษณ์ M/C หมายถึงยางสำหรับมอเตอร์ไซด์




ตารางแสดง ดัชนี การรับน้ำหนัก ของ ยางรถยนต์ ( Load Index ) ตามตัวเลข ที่แสดงไว้

ดัชนี ที่แสดงไว้ตรงด้านข้างของยาง คือประสิทธิภาพสูงสุดในการรับน้ำหนัก ในขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด  



ตารางแสดง สัญลักษณ์ ของ ความเร็ว Speed Symbol  





การดู เดือนปี ที่ยางวงนี้ถูกผลิตขึ้นเมื่อไร ?


ตัวอักษรบนยางรถยนต์



ชนิดของยางที่ควรเลือกใช้
เลือกชนิดให้เหมาะสมกับรถ รถสปอร์ตคงไม่มีใครเอายางวิบากมาใส่ แต่พวกรถ Dual Purpose นี่สิ ยากอยู่สักหน่อย ถ้าทริปไหนลุยทางฝุ่นมากกว่า ก็ใส่ยางหนาม แต่ถ้าวิ่งทางดำมากกว่า ก็ใส่ยางทางเรียบ

ขนาดของยางที่ควรเลือกใช้
ควรเลือกใช้ยางขนาดเดิมที่ได้รับการประกอบมาจากโรงานผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซด์ เพราะผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซด์ ได้ออกแบบขนาดยางให้เหมาะสมกับขนาดของรถมอเตอร์ไซด์แต่ละรุ่น ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและสมรรถนะที่เหมาะสม

หากมีความต้องการจะเปลี่ยนขนาดยาง ก็อาจจะเปลี่ยนได้บ้าง แต่ควรจะต้องคงไว้ซึ่งขนาดหน้ากว้างของยาง และขนาดวงล้อ เช่น ยางที่ติดรถมาเป็นขนาด 70/90-17 เราอาจจะสามารถเปลี่ยนเป็น 70/80-17 หรือ 70/100-17 ได้ แต่ไม่ควรเปลี่ยนวงล้อจาก 17 เป็นวงล้อขนาดอื่น และไม่ควรเปลี่ยนขนาดหน้ากว้างของยางจาก 70 ไปเป็นขนาดอื่น

ในรถมอเตอร์ไซด์ควรใช่ขนาดเดิมมากที่สุด สำหรับตัวเองใช้ BMW F800GS ล้อหน้า 90/90 21 หลัง 150/70 17 เพราะเป็นรถ Dual Purpose จึงอยากหายางที่วิ่งทางดินพอได้ แต่กลับหายากมาก เพราะ ยาง Pirelli รุ่นที่อยากได้ ไม่มีตรงไซด์ มีแต่ 160/60 17 อยากลอง และทั้งๆ ที่ถามจากร้านยางแล้ว เขาก็ว่าน่าใช้จะได้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ค้นในกุ๊กกู๋ก็ไม่มีใครเคยลอง แม้แต่ในต่างประเทศ อย่างที่บอกว่ามอเตอร์ไซด์ สภาพรถที่ดีจะทำให้เกิดความปลอดภัยมากกว่า จึงไม่กล้าลอง

รถที่มียางใน
ทุกครั้งที่เปลี่ยนยางนอกควรเปลี่ยนยางในไปพร้อมกันด้วย เพราะถ้ายางในยืดไปนานแล้ว เมื่อนำมาใส่กับยางนอกใหม่ อาจเกิดรอยพับที่ยางใน และจะทำให้เกิดการเสียดสีกันทำให้รั่วซึมได้

ระยะห่างของล้อ
เมื่อใส่ล้อ / ยางรถมอเตอร์ไซค์ ต้องดูระยะห่างของล้อรถกับบังโคลนและส่วนอื่น ๆ ของรถมอเตอร์ไซค์ด้วย เพราะยางขนาดเบอร์เดียวกันแต่ต่างยี่ห้อกันหือต่างรุ่นกัน อาจมีขนาดความกว้างของแก้มยางหรือดอกยางต่างกันจึงควรระวังเพราะยางอาจเสียดสีกับส่วนอื่นด้วย ถ้าจะใช้ยางขนาดใหญ่ขึ้นอาจจะต้องเปลี่ยนล้อให้มีขอบกว้างขึ้นด้วย และเมื่อใส่ยางหรือขอบล้อใหญ่ขึ้นต้องลองหมุนดูให้มีระยะห่างจากส่วนอื่น ๆ พอสมควร

การเปลี่ยนยางเก่า
อย่าลืมว่า ยางหน้าต้องเข้าคู่กับยางหลัง ตามข้อกำหนดของผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้ขับขี่ได้ปลอดภัยและควบคุมรถได้ดี เมื่อจะเปลี่ยนยางหน้าควรดูดอกของล้อหลังด้วย ดอกยางใหม่ ๆ ของล้อหน้าอาจทำให้ควบคุมรถยากเมื่อใช้ร่วมกับยางหลังที่สึกไปมากแล้ว

การถ่วงล้อ
วัตถุยืดหยุ่นได้ เช่น ยางของรถมอเตอร์ไซค์นั้น ไม่สามารถผลิตให้ออกมาได้กลมอย่างสมดุลย์ ดังนั้นต้องถ่วงล้อ (ควรถ่วงล้อแบบล้อหมุน) หลังจากใส่ยางใหม่ทุกครั้งมีวิธีถ่วงล้ออยู่ 2 วิธี คือ แบบล้อนิ่งและแบบล้อหมุน ถ้าใช้ยางขอบกว้างเกิน 2.5 นิ้ว ข้อควรระวัง เพื่อป้องกันลมรั่วตามขอบล้อควรใช้ตะกั่วถ่วงชนิดที่ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์แนะนำ เช่น ใช้ถ่วงที่เส้นลวดซี่ล้อ ใช้ลวดตะกั่วหรือใช้ตุ้มน้ำหนักแบบแปะด้วยแถบกาว (ไม่ควรใช้น้ำยาถ่วงล้อชนิดที่ใช้ฉีดเข้าไปในล้อรถมอเตอร์ไซค์) แทนที่จะใช้แบบเสียบที่ขอบล้อ เช่น ที่ใช้ถ่วงล้อรถยนต์

การตั้งศูนย์ถ่วงล้อ
ควรตั้งศูนย์ถ่วงล้อทุกครั้งที่ถอดล้อหลังหรือเมื่อปรับความตึงโซ่ ถ้าตั้งศูนย์ล้อไม่ถูกต้อง เมื่อหมุนล้อไปแต่ละรอบยางสึกเร็วขึ้น ทำให้อายุการใช้งานลดลง และบังคับรถหรือทรงตัวเข้าโค้งยากขึ้น

การรัน-อิน
เมื่อใส่ยางใหม่ ๆ ควรถนอมยางสักพัก โดยไม่ขับขี่ให้เร็วมากหรือเข้าโค้งแคบด้วยความเร็วสูง เมื่อใช้ยางไปสัก 160-250 กม. ยางจะปรับเข้ากับขอบล้อได้ดี จึงค่อยขับขี่ได้เต็มที่

การสลับยาง
ในรถยนต์ควรมีการสลับยางกับรถที่เราใช้ทุกๆ 5,000 กม. สำหรับยางธรรมดา และทุก 10,000 กม. สำหรับยางเรเดียล เพื่อป้องกันการสึกผิดปกติและยืดอายุการ (ในมอเตอร์ไซด์ไม่มีนะจ๊ะ)

ความดันลมยาง

  • เติมลมตามสเปคของรถที่กำหนด โดยศึกษาได้จากคู่มือของรถนั้นๆ  
  •  เวลาเติม ลมยาง ควรเติมตอน ยาง ไม่ร้อนเกินไป 
  •  หากต้องการวิ่งทางไกล นานๆ ควรเพิ่มลมยางอีกประมาณ 3 - 5 ปอนด์/ตร.นิ้ว 
  • หมั่นเช็ค ลมยาง เป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง


ถ้าสูบลมแข็งเกินไปรถจะเด้งง่ายขับขี่ไม่สบายและยางสัมผัสกับถนนน้อยลง แต่ถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะขับขี่ได้ลำบากและรถยังสะบัดได้ง่าย นอกจากนี้ลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้ยางสึกเร็ว เปลืองน้ำมันความเร็วก็ต่ำกว่าที่ควรและยังควบคุมได้ยาก

คำแนะนำทั่วไปก็คือเพิ่มแรงดันลมยางหลังขึ้น 0.2 บาร์ (3 ปอนด์/ตารางนิ้ว) เมื่อขับขี่ซ้อนกันสองคน เพิ่มแรงดันลมทั้งยางหลังและยางหน้าขึ้น 0.2 บาร์ (3 ปอนด์/ตารางนิ้ว) เมื่อจะขับขี่ทางไกลด้วยความเร็วสูงติดต่อกัน เช่น บนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ควรตรวจสอบแรงดันลมยางรถมอเตอร์ไซค์ทุกสัปดาห์

การเติมก๊าซไนโตรเจน
ข้อดีของก๊าซไนโตรเจน
1. การลดลงของความดันลมยางจะน้อยกว่าการเติมลมธรรมดา
2. การลดลงของความดันลมยางที่น้อยกว่าจะช่วยลดการสึกหรอของดอกยางและช่วยประหยัดน้ำมัน

การซ่อมยางเมื่อเกิดรอยรั่ว
รอยรั่วเพียงเล็กน้อยสามารถซ่อมได้โดยร้านซ่อมปะยางทั่วไป ถ้าเป็นรถมียางใน ถ้ารูไม่ใหญ่ก็ปะซ่อมได้เหมือนยางในจักรบาน แต่ถ้าเป็นยางที่ไม่ใช้ยางใน (Tubeless) สามารถอุดได้หลายแบบ เช่น อุดตัวหนอน ยิงใส้ไก่ แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ปะสตีม เหมือนกับยางรถยนต์ แต่ไม่สามารถนำอุดได้ถ้า
- มีรูรั่วที่แก้มยาง
- ส่วนประกอบต่าง ๆ แยกออกจากกัน เช่น หน้ายาง, ชั้นผ้าใบ เป็นต้น
- ขนาดของรูรั่วใหญ่เกินกว่า ¼ นิ้ว
- รั่วแบบเกิดเป็นรอยแตก

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

ขี่รถ (BMWF800GS) ใกล้ๆ ก็มีความสุขได้ เขาใหญ่ - วังน้ำเขียว - ชัยภูมิ

เพราะได้หยุดงานแบบฉุกเฉิน ด้วยความอยู่ไปนิ่ง จึงควบรถคู่ใจออกจากบ้าน จะไปไหนดี...ใกล้ๆ คิดได้แค่ "เขาใหญ่" ไม่ได้วางแผนว่าจะไปนอนไหน หรือ กี่วัน เรียกว่าไปมันเรื่อยๆ แล้วแต่อารมณ์ ผลก็เลย...ยาวไปๆ จากเขาใหญ่ ขี่เล่นไปวังน้ำเขียว วกกลับขึ้นเขาใหญ่อีกรอบ ไปนั่นเล่นสวนเมืองพร แล้วก็เลยไป มอหินขาว ชัยภูมิ 3 วัน 2 คืน ซะงั้นเลย

คืนก่อนหน้าโพสข้อความเชิญชวนไว้ใน FB ก็มีพี่ที่รู้จักกันบอกว่าจะไปด้วย ว่าแต่จะออกกี่โมง ตอบไปว่าคงแต่เช้า พอรุ่งเช้าเข้าจริง กลายเป็นพี่คนนี้โทรมางัดเราจากที่นอนซะงั้น ตั้งใจไว้ 8 กลายเป็นออกจากบ้าน 9 โมงครึ่ง

ปล.ขอบคุณน้าบ๊วยที่ให้เกียรติเป็นเพื่อนร่วมทางมาจากกรุงเทพค่ะ ^^

ออกจากกรุงเทพ 10 โมง จากบางนา มุ่งหน้ามีนบุรี ผ่านบ้านสร้าง เข้าเขาใหญ่ทางฝั่งปราจีน ถึงจุดนัดพบ ผาเดียวดายเที่ยงตรงพอดี







ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ภาวนาขอให้ฝนไม่ตก ฝนก็คือ ฟ้าใส แดดเปรี้ยง เมฆลอยเป็นกลุ่มก้อน เหมือนใครเอาสำลีโยนขึ้นไปแปะไว้ปนท้องฟ้าก็ไม่ปาน ^^



ซักพักก็มีโทรศัพท์จาก 2 สาวปากช่อง ที่นัดมาเจอกันที่ผาเดียวดาย โทรเช้ามาบอกว่ายางแบนอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการอุทยาน เราจึงขี่ลงไปพบกันที่นั่น ตะปูตัวเบ่อเริ่ม แถมแทงเฉียงๆ เข้าไปในเนื้อยางอีกต่างหาก ^^



2 สาวโคราช ฝน (เสื้อฟ้า) ขี่ Versys, นาง (แจ็คเก็ตแดง) ขี่ T-max 500


เพราะไม่มีใครติดชุดปะยางมา จึงต้องรอเพื่อนอีกคนที่กำลังจะขึ้นมาเอาชุดปะยางมาให้ พวกเราจึงตัดสินใจหม่ำข้าวเที่ยงรอ ผลปรากฏว่าการปะยางด้วยชุดตัวหนอนไม่สำเร็จ ถามเจ้าหน้าที่บอกว่ามีร้านด้านล่าง ให้ขี่ลงไปทางปากช่อง แถวๆ ป้อมตำตวจหมูสี ปรากฏว่ารูใหญ่ไป ปะแบบตัวหนอนไม่ได้ และที่ร้านก็ไม่มีปะสตีม 2 สาวจึงต้องแยกไปร้านปะยางที่ปากช่อง

ตัวเองและน้าบ๊วย จึงแยกขี่ไปวังน้ำเขียว เพราะข้าพเจ้ายังไม่เคยไปซักครั้ง อยากไปสัมผัสจุดที่ว่ามีโอโซนมากที่สุดในประเทศไทยซะหน่อย ตลอดทางจากเขาใหญ่ไปวังน้ำเขียว ช่างตื่นตาตื่นใจกับบรรดารีสอร์ทโรงแรมที่สร้างเรียงราย บวกกับวิวสวยๆ จากลักษณะของเนินขนาดกลางที่ซ้อนลดหลั่นกันไปตลอด 2 ข้างทาง





เราหยุดแวะพักคลายร้อนกันที่นี่



ระหว่างรอ 2 สาว เราก็ไปให้อาหารแกะกัน



นั่งพักให้หายร้อน และตัดสินใจว่าจะกลับ หรือ จะค้าง 2 สาว ก็กริ้งกร้างมาว่าปะยางเสร็จแล้ว ตามมาสมทบต่อได้



เส้นทางเขาใหญ่ วังน้ำเขียว จะผ่านอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ถนนจะวิ่งอ้อมโดยรอบ



ถนนเนียน โค้งกว้าง วิวสวย



วิวสวยๆ ยามเย็น ริมเขื่อนลำพระเพลิง



โฉมหน้าของรถทั้ง 5 คัน



3 สาว Girl Riders ตอนนี้เรามีกลุ่มของตัวเอง รวมตัวผู้หญิงขี่รถได้ 10 คนค่ะ



กลางคืน น้าบ๊วยเสนอกิจกรรมส่องสัตว์กัน แถวๆ เขาแพงม้า พวกเราจึงได้เข้าไปส่องกระทิงกัน



คืนนี้เราได้เห็นกระทิงสมความตั้งใจ แม้จะไม่เยอะก็ตาม ลุงบอกว่าบางครั้งเห็นฝูงใหญ่มาก 20-30 ตัวเลยทีเดียว



ระหว่างส่องสัตว์รถเกิดติดหล่ม ต้องรอรถอีกคันมาลาก







เช้าวันที่ 2 ก่อนที่น้าบ๊วย กับชุดสีเหลืองอ๋อย (รู้เลยว่าน้าน่าจะชอบสีเหลืองเอามากๆ) จะแยกกลับกรุงเทพก่อน เพราะติดงานด่วน ส่วนฝน...กลับไปตั้งแต่เมื่อคืน แวะถ่ายรูปริมเขื่อนลำตะคอง



เหลือ 2 คนเที่ยวต่อ... ย้อนกลับขึ้นเขาใหญ่ เพื่อไปเที่ยวน้ำตกเหวสุวัต



น้ำตกเป็นของเรา เพราะแทบไม่มีคนอื่นอยู่เลย ^^



เมฆฝนตั้งเค้า พวกเราจึงขี่หมายจะหนีให้ทัน แต่สุดท้ายก็ไปนั่งหลบฝนอยู่ทางเข้าน้ำตกผากล้วยไม้พักใหญ่ๆ



ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ ข้างหลังเป็นทุ่งหญ้าที่เคยเป็นสนามกอล์ฟเก่าบนเขาใหญ่



ลงเขาใหญ่ทางฝั่งปากช่อง ผ่านช่วงดินโป่ง เห็นกวางออกมากินดินนับ 10 ตัวเลยทีเดียว ^^



ยังไม่หายมันส์ แวะไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารสวนเมืองพร ริมเขื่อนลำตะคอง



วิวสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย ... ตัดสินใจค้างอีกหนึ่งคืน จริงๆ ที่นี่ก็มีห้องพักคืนละ 2000 บาท แต่งก...เลยไปนอนห้องน้องนางดีกว่า ^^ กว่าจะนอนก็ดึก สายๆ ก็ตื่นละ เก็บเงินไว้เติมน้ำมันเที่ยวต่อดีกว่า อิอิ



เช้าวันที่ 3 หลังจากที่เห็นรูปผาหัมหด (เค้าห้ามสะกดคำไม่สุภาพ แต่ทำไงได้ ก็ผามันชื่อนี้จริงๆ นี่นา) ไอเดียบรรเจิด...เที่ยวต่อ แต่ขี่หลงไปมอหินขาวเสียได้ ก่อนจะขึ้นไป เจ้าหน้าที่ก็บอกแล้วนะ ว่าทางมันไม่ดี อาจจะขึ้นไม่ได้ แต่ไม่ ของแบบนี้ต้องลอง



ทางกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง คืนก่อนหน้านี้ก็มีฝนตกหนัก ดินตรงนี้ก็ยังไม่ได้อัด ผลคือเละอย่างที่เห็น ลื่นเป็นดินหนังหมู ขี่ปัดไปปัดมา ลืมไปว่ายางตัวเองก็ไม่ใช่ยางหนาม นึกว่ารถเป็น GS อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว 555+



ขอบคุณคุณลุงช่างทำถนนมากๆ ค่ะ ที่มาช่วยเข็น ประคอง และแคะขี้นดินออกจากรถให้อย่างเต็มที่ ลุงบอกว่าไม่เป็นไร คนไทยต้องช่วยกัน ฟังแล้วซึ้งจริงๆ



แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ หลังจากล้มไปหลายแปะ



แต่ก็คุ้มที่ได้ขึ้นมาที่นี่ มอหินขาว หรือ สโตนเฮนจ์เมืองไทย



ตอนแรกนึกว่าจะมีแค่แท่งหิน แต่เพราะแท่งหินอยู่บนยอดเนิน ทำให้สูงกว่าพื้นที่โดยรอบ สามารถมองดูทิวทัศน์พื้นที่โดยรอบได้อย่างสวยงาม



จริงๆ แล้วโดยรอบบริเวณยังมีแท่งหินอีกหลายกลุ่ม พวกเราปีนขึ้นไปนั่งพักกันบนแท่งหินอีกที แต่ไม่ใช่หินกลุ่มหลักในรูปเมื่อกี้นะคะ



และเพราะมีเมฆลอยอยู่เป็นก้อนๆ ทำให้เรานั่งเล่นกันบนยอดหินได้โดยไม่ร้อน มีลมโกรกสบายๆ เคลิ้มเลย...สบายน่านอนเป็นที่สุด



ความซนไม่เคยปราณีใคร ขายังไม่หายดี แต่ก็ยังซ่าส์เหมือนเดิม



ขี่รถขึ้นมาจอดถ่ายรูปด้านหน้ามันซะเลย 555+



ทริปนี้เป็นทริปใกล้ๆ ที่มีความสุข สนุกมากๆ ชัยภูมิเป็นจังหวัดที่น่าเที่ยวมากๆ แป๊บเดียวก็ถึง เด๋วหาเรื่องมาอีกดีกว่า อิอิ



ที่เที่ยวสุดท้ายที่เราแวะในวันนี้ คือ น้ำตกตาดโตน น้ำตกเป็นของเราอีกแล้ว เพราะไม่มีใครเลย



น้ำแรงมาก และแดงขุ่นคลั่กอย่างที่เห็น ว่าจะมานั่งชิวๆ แช่เท้า หรือไม่ก็อาจจะเล่นน้ำ เลิกความคิดนั้นทันที เพราะดูสยองมากกว่าจะชิว



กว่าจะออกจากน้ำตกก็เกือบ 6 โมงเย็นแล้ว แวะเข้าไปทานข้าวเย็นที่ตัวเมืองชัยภูมิ แวะส่งน้องนางที่ปากช่อง ส่วนตัวเองยิงยาวกลับกรุงเทพ เท้าเตะบ้านก็ปาเข้าไป 5 ทุ่มพอดีแป๊ะ

เป็นทริปที่เปลี่ยนความคิดไปเลย เพราะปรกติจะไม่ค่อยมาฝั่งเขาใหญ่เท่าไหร่ คิดเสมอว่าใกล้ๆ จะมีอะไรให้ดูกันนะ เคยคิดว่าทริปสั้นๆ มันๆ ก็ต้องฝั่งกาญเท่านั้น แต่ไม่ใช่เสียแล้ว ชัยภูมิเป็นอีกหนึ่งจังหวัดแห่งความประทับใจ ยังมีอีกหลายอุทยานที่ยังไม่ได้มาเยือน ใส่รายการไว้ใน waiting list อันดับต้นๆ เรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ